KM.HCU.
สมัครสมาชิกใหม่สมัครสมาชิกใหม่  เข้าระบบเข้าระบบ  ค้นหาหัวข้อค้นหาหัวข้อ  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  
    กลับหน้าแรก
 
มีคำตอบแล้ว หัวข้อ : บทความ : เขียนอย่างไร (จึงจะ) ดีคุณไม่ใช่สมาชิก อ่านได้อย่างเดียว
ฝากข้อความโดย
เนื้อหา 
ชฎาภา
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:50:32
Posts : 9
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 1 พฤศจิกายน. 2549 เวลา 14:26:51 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

  บทความ : เขียนอย่างไร (จึงจะ) ดี

                                                     อ. ชฎาภา  ประเสริฐทรง

                                                     อ.ดร. หทัยชนก  บัวเจริญ

                                                                           เรียบเรียง

 

       การเขียนบทความ  คือ  อีกกลไกหนึ่งที่จะทำให้คุณได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ผู้อ่านได้ในวงกว้าง ลองทำตามคำแนะนำแล้วคุณจะพบว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด และคุณจะเป็นอีกทรัพยากรหนึ่งที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

    การเขียนบทความเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะการเขียนบทความคือ การใช้ตัวอักษรเป็นสื่อระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน   เพื่อถ่ายทอดข้อความหรือสาระบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้รู้ ได้เข้าใจ เพียงแต่ว่าความพยายามของผู้เขียนจะประสบผลสำเร็จอย่างที่ต้องการได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น   การเขียนบทความให้ดีจริงๆ นั้น  ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่หลายคนเคยคิดเอาไว้ หลายคนที่เขียนบทความลงในวารสารไม่เคยเขียนบทความมาก่อนเลย และไม่เคยมั่นใจมาก่อนว่าตนเองจะเขียนได้ดี แต่มีแรงจูงใจที่อยากจะเผยแพร่ความรู้ อยากจะให้คนอื่นได้รู้ในสิ่งที่คุณรู้และคิดว่าเป็นประโยชน์  ขอเพียงคุณได้ทดลองเขียนและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ ความฝันที่จะเป็นนักเขียนที่ดีจึงจะถูก “สร้าง” ขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ

 

ความหมายของบทความ

บทความ (article)  หมายถึง รูปแบบการเขียนประเภทหนึ่ง ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสาร ข้อเท็จจริง และหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้อ่าน โดยเนื้อหานำเสนอจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นเองจากจินตนาการ

 

ประเภทของบทความ

เมื่อแบ่งตามเนื้อหาของบทความ   จะแบ่งได้เป็น 11 ประเภท ได้แก่

1.  บทบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

2.  บทความสัมภาษณ์    เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน

3.  บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนเสนอความคิดเห็นสนับสนุน หรือคัดค้าน หรือทั้งสนับสนุนและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคนอื่นๆ เป็นต้น

4.  บทความวิเคราะห์  เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง   ผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น ผู้เขียนเสนอความคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ปัญหา

5.  บทความวิจารณ์  เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ   เช่น  “บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล  เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บทวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ”  ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์วรรณกรรมแต่นำผลงานที่เป็นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน ดนตรี มาวิจารณ์

6.   บทความสารคดีท่องเที่ยว  มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่นั้นๆ

7.  บทความกึ่งชีวประวัติ   เป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ     หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อชื่นชม ยกย่อง เจ้าของประวัติ และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิด    เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

8.   บทความครบรอบปี  มีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น วันสำคัญทางศาสนา ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม  เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น  วันวิสาขบูชา เป็นต้น

9.   บทความให้ความรู้ทั่วไป  ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและบุคลิกภาพ เคล็ดลับการครองชีวิตคู่ เป็นต้น

10. บทความเชิงธรรมะ   จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวพุทธปรัชญา ปัจจุบันบทความลักษณะนี้มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการดำเนินชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น

11.  บทความวิชาการ  มีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ      ผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระ  ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ หรืออาจเสนอผลการวิจัย

 

วัตถุประสงค์ของบทความ

               มีอยู่หลายประการ เช่น

1.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ความรู้  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

2.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ข้อเท็จจริง  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

3.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ข้อคิดเห็น   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

4.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  แนวทางปฏิบัติ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

5.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  วิธีการแก้ปัญหา  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

6.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ข้อคิด   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

7.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  แรงบันดาลใจ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

8.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ข้อแนะนำ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

9.      เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ  ข้อเสนอแนะ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

บทความ เป็นการสื่อสารด้วยความเรียงประเภทหนึ่ง  ซึ่งอาจมีจุดประสงค์เดียวหรือหลายจุดประสงค์     เช่น  เพื่อนำเสนอความรู้   ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์  วิจารณ์ เป็นต้น   โดยต้องเขียนอย่างมีหลักฐาน มีเหตุผล น่าเชื่อถือ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

 

ลักษณะของบทความที่ดี

บทความที่ดี ควรมีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ คือ

1.  มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ

2.  มีการเน้นข้อความสำคัญ   กล่าวคือ     ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ

3.  มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น

4.  มีความกระจ่าง  กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน  ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน นั่นเอง

 

คุณสมบัติของผู้เขียนบทความที่ดี   มี 3 ประการ

ประการแรก                 ต้องมีความตั้งใจ และกล้าที่จะเขียน

ประการที่สอง               ต้องเต็มใจ และยินดีที่จะทำงานหนัก

ประการที่สาม               ต้องรู้และปฏิบัติตามแนวทางการเขียนบทความที่ดี

 

บทความทั่วไปต่างจากบทความวิชาการ อย่างไร

1.      บทความทั่วไป (general article)    เป็นข้อเขียนที่นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด  เรื่องหนึ่งในรูปแบบอิสระ ไม่เป็นทางการไม่มีรูปแบบแน่อน อาจนำเสนอเพื่อความบันเทิงเพื่อวิจารณ์เหตุการณ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หรือเพื่อให้ความรู้ บทความในลักษณะนี้เหมาะกับผู้อ่านทั่วๆ ไป

มีส่วนประกอบดังนี้

- ชื่อเรื่อง   (title)

- ส่วนเกริ่นนำ หรือคำนำ  (introduction)

- ส่วนเนื้อเรื่อง  (body)  แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

            ส่วนย่อยที่ 1  ปูพื้นฐานความรู้แก่ผู้อ่านในเรื่องที่เขียน

ส่วนย่อยที่ 2  วิเคราะห์ข้อมูล  โต้แย้งข้อเท็จจริง  ใช้เหตุผล  หลักฐานเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้อ่าน

            ส่วนย่อยที่ 3  เสนอความคิดเห็น

- ส่วนสรุป   (summary) 

- เอกสารอ้างอิง ( references)  / ข้อมูล  (ถ้ามี)

 

2.      บทความวิชาการ  (academic article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่ผู้เขียนตั้งใจหยิบยกประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วิชาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หรือวิพากษ์ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนำเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่ เพื่อมุ่งให้ผู้อ่าน เปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อมาสู่แนวคิดของผู้เขียน บทความวิชาการเน้นการให้ความรู้เป็นสำคัญและต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน

บทความวิชาการเต็มรูปแบบ จะมีส่วนประกอบดังนี้

- ชื่อเรื่อง   (title)

- บทคัดย่อ (abstract)

- บทนำ หรือคำนำ  (introduction)

- วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง  (review literature)

- กรอบแนวคิด (conceptual framework)

- การนำเสนอแนวคิด / การพิสูจน์ข้อเท็จจริง  (application / proposal for new   idea)

- บทสรุป (conclusion)

- เอกสารอ้างอิง ( references)  

 

ทำไมจึงควรเขียนบทความ

ทุกคนต่างมีความสามารถที่จะเขียนบทความกันได้   แต่การที่ตั้งใจและลงมือเขียนขึ้นมาจนจบได้นั้น มักจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นแรงกระตุ้น ในปัจจุบันมีแรงกระตุ้นหลายๆอย่างที่ช่วยให้ความรู้เชิงวิชาการกระจายออกไปในลักษณะบทความ แรงกระตุ้นที่มีน้ำหนักมาก  ได้แก่

1.  เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น   (ในกรณีที่เขียนบทความที่ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมากๆ)

2.  เพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพและหรือเพิ่มพูนรายได้

3.  เพื่อเผยแพร่แนวคิด ความรู้ ข้อเท็จจริงให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ    หรือผู้สนใจให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น หรือใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต

4.  เพื่อช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับหน่วยงาน หรือสถาบัน ที่สังกัดอยู่

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเขียนด้วยแรงกระตุ้นใดหรือหลายแรงกระตุ้นก็ตาม และไม่ว่าการเขียนจะอยู่ในรูปการแปล การเรียบเรียง หรือการเขียนขึ้นเอง  ขอเพียงแต่มีความจริงใจที่จะทำให้บทความนั้นมีสาระประโยชน์ต่อผู้อ่าน  ขอให้ตระหนักและภูมิใจได้ว่าคุณได้มีส่วนช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของคนในชาติได้อย่างมากมาย ลองนึกภาพดูว่า ถ้าบทความของคุณได้รับการเผยแพร่ออกไป  เท่ากับคุณได้ให้ความรู้ แนวคิด แก่คนพร้อมกันทีเดียวหลายร้อยหลายพันคนเท่ากับจำนวนผู้อ่านวารสารนั้น ซึ่งไม่มีวิธีใดที่คุณจะสามารถกระจายความรู้ออกไปถึงกลุ่มคนได้มากเท่านี้

 

จะเขียนให้ใครอ่าน

คุณจะประสบความสำเร็จในการเขียนบทความได้ง่ายขึ้น ถ้าได้ทราบและเข้าใจว่าผู้อ่านของคุณคือใคร เขาสนใจอะไร และคุณจะเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านเหล่านั้นได้อย่างไร ดังนั้น ก่อนจะลงมือเขียนบทความขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง จึงควรกำหนดสิ่งต่อไปนี้

1. เลือกกลุ่มผู้อ่านที่ต้องการ ลองถามตนเองดูซิว่า อยากเผยแพร่ข้อเขียนของคุณให้ใครอ่าน มีหลายๆบทความที่ผู้อ่านส่วนใหญ่อ่านได้ แต่หลายๆ บทความต้องอาศัยพื้นฐานความรู้เฉพาะวิชาชีพ จึงต้องกำหนดลงไปให้แน่ชัดว่าผู้อ่านของคุณเป็นใคร เช่น เป็นเด็ก นักเรียน ครู พยาบาล วิศวกร หรือประชาชนทั่วไป

2. เลือกหัวข้อที่เหมาะสม ควรเลือกเขียนหัวข้อที่คุณมีความรู้มากที่สุด หรือเลือกหัวข้อที่เป็นความรู้ใหม่ๆ หรือหัวข้อที่คุณสนใจ มีข้อมูลเพียงพอที่จะถ่ายทอดได้ ข้อสำคัญคือจะต้องเป็นบทความที่ผู้อ่านจะสนใจจะอ่านด้วย

3. เลือกวารสารที่บริการผู้อ่านในข้อ 1   สิ่งที่ควรกำหนดต่อไป คือ  จะเผยแพร่บทความไปถึงมือผู้อ่านเหล่านั้นได้อย่างไร จะใช้อะไรเป็นสื่อกลาง หากสื่อนั้นเป็นวารสาร จะต้องหาทางทราบให้ได้ว่า เราควรจะส่งไปให้วารสารฉบับไหนดีจึงจะไปถึงกลุ่มผู้อ่านที่คุณต้องการได้มากที่สุด เพราะบทความแม้จะดีแต่ถ้านำไปลงในวารสารที่ไม่เหมาะสม อาจมีผู้อ่านเพียงไม่กี่คน คุณค่าของบทความจะไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากเท่าที่ควร

4. กำหนดแนวทางการเขียนให้เหมาะสม   เพื่อให้บทความของคุณมีโอกาสได้รับการพิจารณานำลงในวารสารที่ต้องการมากที่สุด ควรจะศึกษารูปแบบการเขียนของวารสารฉบับนั้นให้ดีเสียก่อน จะได้จัดรูปแบบของบทความของคุณได้ถูกต้อง  เพราะวารสารบางฉบับอาจต้องการบทความในรูปแบบของงานวิชาการ  ต้องมีคำนำ ต้องมีรายชื่อหนังสืออ้างอิง แต่วารสารบางฉบับอาจต้องการเนื้อหาที่เจาะลึกในรายละเอียดมากกว่าฉบับอื่นๆ และต้องการวิธีการเขียนที่ชวนอ่านตั้งเเต่ต้นจนจบ  

 

 

บทความควรยาวเพียงใด

โดยทั่วไปแล้ว บทความที่สั้นมักจะได้รับความสนใจมากกว่าบทความยาวๆ  ดังนั้น บทความหนึ่งๆ  ควรยาวพอที่จะถ่ายทอดข้อมูลต่างๆ ออกไป แต่ไม่ควรยาวมาก บทความส่วนใหญ่ที่ได้รับการนำลงในวารสารมักมีความยาวไม่เกิน 10  หน้าวารสาร แต่ถ้าบทความนั้นยาวและมีเนื้อหาที่น่าสนใจ กองบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้นอาจจะแบ่งนำลงเป็นตอนๆ ไป หรือนำลงให้หมดเลยก็ได้

 

ขั้นตอนการเขียนบทความ

            1.  การเลือกเรื่อง ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้

                        -   เลือกเรื่องที่ตนเองสนใจ เป็นเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยยึดแนวคิดที่ว่า ทันสมัย ทันเหตุการณ์

                        -   เลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้  มีประสบการณ์ ตลอดจนเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการเสนอความคิดแก่ผู้อ่าน

                        -  เลือกเรื่องที่ผู้เขียนสามารถหาแหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลมาสนับสนุนในงานเขียนได้เพียงพอ

                        -  เลือกเรื่องที่มีความยาว ความยาก ความง่าย พอเหมาะกับความสามารถของผู้เขียน เวลาที่ได้รับมอบหมาย หน้ากระดาษ และคอลัมน์ที่ตนรับผิดชอบ

            2.  กำหนดจุดมุ่งหมาย  โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าเขียนเพื่ออะไร เช่น ให้ความรู้ เสนอความเห็น โน้มน้าวใจ ให้แนวคิดในการดำเนินชีวิตและเขียนให้ใครอ่าน เช่น กลุ่มมวลชน กลุ่มผู้มีการศึกษาสูง เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ เป็นต้น

            3.  กำหนดแนวคิดสำคัญ หรือประเด็นสำคัญ หรือแก่นเรื่อง  ต้องกำหนดว่าบทความเรื่องนี้จะเสนอแนวคิดสำคัญ หรือมีแก่นเรื่องอะไรให้แก่ผู้อ่าน เพื่อจะได้นำเสนอเนื้อหา ถ่ายทอดถ้อยคำประโยคต่างๆ เพื่อมุ่งสู่แก่นเรื่องนั้น

            4.  ประมวลความรู้   แนวคิด  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ต้องค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ หรือการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้องให้เพียงพอที่จะเขียน

            5.  วางโครงเรื่อง  กำหนดแนวทางการเขียนว่าจะนำเสนอสาระสำคัญ แยกเป็นกี่ประเด็น ประเด็นใหญ่ๆ  มีอะไรบ้าง ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อยๆ  มีตัวอย่าง มีเหตุผล เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง การวางโครงเรื่องจะช่วยให้การเขียนเรื่องง่ายขึ้นและไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่สับสน ไม่กล่าวซ้ำซาก ไม่นอกเรื่อง

 

 

            6.  การเขียน ได้แก่

-  การเขียนขยายความให้ข้อมูลในแต่ละประเด็น มีการอธิบาย ยกเหตุผลประกอบ กล่าวถึงข้อมูลประกอบ อาจเป็นสถิติ ตัวเลข ตัวอย่างเหตุการณ์ ตำนาน นิทาน เป็นต้น

                        -  เขียนคำนำและสรุปด้วยกลวิธีที่เหมาะสมกับประเภทของเนื้อหาบทความ

                        -  การใช้ภาษา ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับจุดมุ่งหมาย การเขียน ประเภทและเนื้อหา

                        -  การสร้างลีลาการเขียนเฉพาะตัว  สามารถทำได้โดยการเลือกใช้ภาษาให้เป็นเอกลักษณ์ เช่น  การใช้ระดับภาษาปาก เล่นคารมโวหาร  มีการแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน หรือมีการสร้างคำใหม่มาใช้อยู่เสมอๆ เป็นต้น

 

10 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จของการเขียนบทความ

จุดประสงค์ของบทความวิชาการที่ดี คือ สามารถถ่ายทอดข้อมูลมาสู่ผู้อ่านได้รวดเร็วและเข้าใจได้ง่าย มีผู้เขียนหลายๆ คนไม่ประสบความสำเร็จ    เพราะพยายามเขียนบทความเป็นทางการมากเกินไป    ดังนั้น จึงไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหา สาระให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายเท่าที่ควร   ให้คุณลองปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. อย่าเป็นกังวล คนทุกคนเขียนบทความกันได้ทั้งนั้นหากจะไม่ไปกังวลมากเกินไป คนส่วนใหญ่มักกังวลว่าจะเขียนได้ไม่ดี กังวลว่าเขียนไปแล้วคนที่เรียนสูงๆ จะมาคอยจับผิด หรือกังวลว่าจะเขียนได้ไม่สมกับภูมิรู้ที่คุณมี จงทำใจให้ได้ว่าคุณเขียนบทความนี้เพราะเป็นเรื่องที่คุณมั่นใจว่าคุณรู้ คุณเข้าใจเป็นอย่างดี  เขียนในเรื่องที่คุณมีประสบการณ์และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน อย่างน้อยที่สุดคุณได้ทำประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยเสนอข้อมูลที่คุณคิดว่าถูกต้องที่สุดออกมา จงเขียนในทำนองเดียวกับที่คุณพยายามจะอธิบายด้วยคำพูดให้ใครสักคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องนี้ฟังแล้วเขาสามารถเข้าใจได้

2. เลือกหัวข้อที่จะเขียน  บทความที่ดี คือ บทความที่สามารถอธิบายบางสิ่งบางอย่างที่ให้ประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่งแก่ผู้อ่าน เช่น ให้ความรู้รอบตัว ให้ความรู้ที่นำไปใช้งานได้ ให้แนวคิดที่น่าสนใจ เป็นต้น  แต่ไม่ควรเป็นบทความที่เพียงตั้งใจแสดงว่าคุณมีความรู้สูงกว่าผู้อ่าน ดังนั้น ควรเลือกหัวข้อที่คิดว่าผู้อ่านจะสนใจและได้รับประโยชน์

3. วางแผนก่อนเขียน  สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ การเขียนบทความนั้นไม่ยากนัก แต่มักจะมายากเอาตรงที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร เพราะใจมัวแต่กังวลอยากจะเขียนทีเดียวให้ใช้ได้เลย  กว่าจะเขียนบรรทัดแรกหรือย่อหน้าแรกได้แต่ละที คิดแล้วคิดอีก อะไรๆ มักจะไปเรียบเรียงอยู่ในสมองก่อน การเริ่มต้นจึงดูยากเย็นแสนเข็ญ พลอยทำให้ไม่ได้เริ่มต้นสักที มีหลักการเริ่มต้นง่ายๆ คือ ควรวางเค้าโครงหัวข้อย่อยต่างๆ ที่ต้องการจะเขียนลงในเศษกระดาษก่อน (ควรให้แต่ละหัวข้อ อยู่คนละแผ่นกระดาษ) ในแต่ละหัวข้อย่อยอาจจะมีใจความสำคัญที่ต้องการใส่ลงไป อาจเขียนออกมาเป็นท่อนๆ  คือ นึกถึงจุดสำคัญหรือประโยคสำคัญอะไรได้ ให้เขียนใส่ลงไปก่อน จากนั้นจึงค่อยมาจัดเรียงลำดับหัวข้อย่อยและประโยคสำคัญเหล่านั้นตามลำดับความต่อเนื่องที่ควรจะเป็น เช่น หัวข้อไหนควรอยู่ก่อนจึงจะอ่านเข้าใจง่าย ข้อสำคัญคือ ไม่ควรเอาส่วนปลีกย่อยขึ้นก่อน เพราะผู้อ่านจะเบื่อเร็ว ควรจะเอาหัวข้อที่กล่าวรวมๆ ขึ้นมาก่อน แล้วเก็บหัวข้อที่เน้นรายละเอียดเอาไว้ทีหลัง อย่าลืมว่าเนื้อเรื่องต้องเรียงลำดับต่อเนื่องกัน เพื่อให้ผู้อ่านลำดับความคิดและติดตามเรื่องได้ง่ายขึ้น มาถึงขั้นนี้ก็เหลือเพียงแต่ใส่รายละเอียดลงไปในแต่ละหัวข้อ และเพิ่มคำนำในตอนต้นเรื่องสักหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว

4. ไม่ต้องเขียนรวดเดียวจบ ถ้าไม่ใช่นักเขียนอาชีพจริงๆ แล้ว ยากที่จะเขียนให้จบรวดเดียวได้ ควรเขียนเพียงครั้งละ 1 หรือ 2 หัวข้อที่สำคัญก็พอ ควรเขียนแต่ละหัวข้อแยกกระดาษกันคนละแผ่น  แล้วขยายแนวความคิดของแต่ละหัวข้อย่อยลงไปบนกระดาษ ไม่จำเป็นต้องเขียนเรียงตามลำดับหัวข้อ หัวข้อไหนที่ยากหรือยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรให้เก็บไว้ก่อน เขียนหัวข้อที่คิดว่าจะเขียนได้เร็วก่อน เขียนไปเขียนมาแล้วมักจะนึกออกเองว่าจะเขียนหัวข้อที่เหลือนั้นอย่างไร

5. เชื่อมโยงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน หลังจากเขียนเนื้อความของหัวข้อสำคัญๆไปแล้ว ให้จัดเรียงกระดาษตามลำดับหัวข้อที่ได้วางแผนมาก่อน ลองอ่านทานดูว่ายังขาดข้อความอะไรมาเชื่อมโยงแต่ละหัวข้อเข้าด้วยกันหรือไม่ ถ้ายังขาดอยู่ให้เพิ่มข้อความหรือเพิ่มหัวข้อเข้ามาอีก โดยให้ข้อความของแต่ละหัวข้อสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ไปกันคนละเรื่อง ในการนี้อาจจะต้องเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงประโยคในตอนต้นหรือตอนท้ายของแต่ละหัวข้อไปบ้างเพื่อความสอดคล้องกัน

6. ลงรูปที่จำเป็น  กราฟ ตาราง โมโนแกรม หรือรูปประกอบ จะช่วยให้การอธิบายต่างๆ  ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น และยังช่วยกระตุ้นความสนใจได้อีกด้วย แต่ละรูปควรมีคำอธิบายอยู่ใต้รูปด้วยว่าเป็นอะไร ใช้ทำอะไรหรือต้องการแสดงให้เห็นอะไร

7. ให้รูปและเนื้อหาสอดคล้องกัน ทุกครั้งที่ข้อเขียนอ้างถึงรูป ควรอ่านตรวจสอบด้วยว่า ข้อเขียนตรงกับข้อมูลในรูปหรือไม่ เช่น ในบทความเขียนว่าจากรูป 1 สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในช่วงสงกรานต์ ให้ตรวจสอบดูว่ากราฟในรูปที่ 1 แสดงอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่

8. ตรวจชื่อบทความและข้อความนำเรื่อง   ถ้ายังตั้งชื่อบทความและเขียนข้อความในช่วงต้นๆเรื่องยังไม่เรียบร้อยดี ให้ย้อนกลับไปใหม่ ผู้เขียนบางคนอาจเขียนส่วนนี้ก่อน แต่บางคนสะดวกที่จะเขียนทีหลังสุด เพราะเขียนตอนแรกอาจจะยังนึกข้อความนำเรื่องไม่ได้ ตรวจดูชื่อบทความและข้อความนำเรื่องว่าชี้นำผู้อ่านหรือเปล่าว่า บทความนี้ช่วยเขาได้อย่างไร ให้ประโยชน์อะไรกับเขา ไม่ใช่ว่าต้องให้อ่านจนจบเรื่องก่อนแล้วจึงจะทราบว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร และถ้าเป็นไปได้ควรจะมีข้อความตัวโตๆ 1-2 บรรทัดโปรยอยู่ใต้ชื่อเรื่องเพื่ออธิบายคร่าวๆ ว่า บทความนี้เกี่ยวกับอะไร เป็นการจูงใจให้ผู้อ่านสนใจอ่านมากขึ้น

9. แก้สำนวน   ลองอ่านทบทวนบทความของคุณให้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ดูว่าเนื้อหาตรงกับจุดมุ่งหมายหรือไม่ มีสำนวนที่อ่านแล้วกำกวมหรือไม่ มีศัพท์บางคำหรืออักษรย่อบางตัวที่ผู้อ่านจะไม่เข้าใจบ้างหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจ อาจขอให้เพื่อนสักคนหนึ่งซึ่งรู้เรื่องนั้นน้อยกว่ามาลองอ่านดูซิว่าเขาสามารถเข้าใจได้ตลอดทั้งเรื่องหรือไม่ ถ้าไม่ ลองหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

10. เขียนคำสรุป  การเขียนไม่จำเป็นต้องขึ้นหัวข้อย่อยว่า “สรุป”  เพราะเมื่อใดที่เนื้อหาหมดหรือสิ้นสุดของบทความแล้ว ย่อมหมายถึงการสรุป  การสรุปที่ดี  ผู้เขียนอาจมีคำชี้ชวนให้ผู้อ่านคิด ให้ลองปฏิบัติ หรือเป็นการสรุปประเด็นสำคัญของเรื่องแล้วทิ้งท้ายให้ผู้อ่านคิดหรือสังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากบทความต่อ 

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

นอกเหนือจาก 10 ขั้นตอนใหญ่ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกหลายอย่างที่อาจจะช่วยให้บทความของคุณน่าอ่านยิ่งขึ้น และชัดเจนขึ้น ดังนั้น ก่อนจะส่งบทความไปไหนต่อไหน ลองกัดฟันอ่านทวนอีกครั้ง  ว่ายังมีอะไรควรแก้ไขตามคำแนะนำต่อไปนี้อีกบ้างไหม

1.  ตั้งชื่อบทความให้น่าอ่าน  เป็นการเริ่มต้นที่จะสามารถดึงดูดผู้อ่าน ชวนให้ติดตามอ่าน การเริ่มต้นเขียนที่ดี  ควรเริ่มกันตั้งแต่ชื่อบทความ   แล้วตามด้วยข้อความย่อหน้าแรก และหัวข้อย่อยในบทความ ทั้งหมดนี้ควรจะบอกผู้อ่านได้ทันทีว่าบทความนั้นสำคัญอย่างไร น่าสนใจอย่างไร และจะให้ประโยชน์อะไร ลองดูตัวอย่างชื่อบทความเหล่านี้อาจจะช่วยคุณตั้งชื่อบทความได้บ้าง : วัยรุ่นกับปัญหาท้อง แท้ง ทิ้ง  ,  วาระสุดท้ายของชีวิต : ศักดิ์ศรีที่พึงมี , รวยได้ไม่ต้องโกง, เอดส์มหัตภัยใกล้ตัว , ปฏิวัติความอ้วน , 100 เรื่องน่ารู้สู้คอเลสเตอรอล  เป็นต้น

2. ไม่ควรให้ข้อความของแต่ละย่อหน้ายาวเกินไป ถ้ายาวมากไป สายตาผู้อ่านจะล้าเร็ว ยิ่งถ้ายาวมากๆ กว่าผู้อ่านจะอ่านจนจบได้แทบหมดความตั้งใจ  โดยทั่วไปอาจถือเป็นเกณฑ์ได้ว่าแต่ละย่อหน้าไม่ควรยาวเกินกว่า 15 ถึง 20 บรรทัด ถ้าเขียนบทความเสร็จแล้วพบว่ามีท่อนใดที่ยาวเกินไปลองอ่านทานดูซิว่ามีช่วงใดที่พอจะตัดตอนให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ได้หรือไม่

3. แบ่งเป็นหัวข้อย่อย ถ้าบทความยาวพอสมควร ควรแบ่งเป็นหัวข้อย่อย เพื่อให้ผู้อ่านได้พักสายตาเป็นระยะๆ นอกจากนี้หัวข้อย่อยยังช่วยให้มีจุดสนใจขึ้นมาเป็นช่วง และช่วยให้ผู้อ่านกวาดสายตาหาท่อนหรือเนื้อหาที่เขาสนใจได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องการผ่อนคลายความจริงจังของบทความ หรือความเครียดของผู้อ่านลง อาจจะตั้งชื่อหัวข้อย่อยให้ดูน่าอ่านขึ้น โดยถือเอาข้อความใดข้อความหนึ่งในหัวข้อนั้น มาตั้งเป็นชื่อหัวข้อย่อย หรืออาจตั้งชื่อหัวข้อย่อยในลักษณะของคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้อ่าน 

4. ขีดเส้นใต้หรือทำตัวเข้มที่ข้อความที่ต้องการจะเน้น แต่ไม่ควรเน้นมากเกินกว่าที่จำเป็นจริงๆ มิฉะนั้นผู้อ่านจะรู้สึกรำคาญ

5. ใช้ศัพท์เทคนิคเท่าที่จำเป็น และพยายามใช้ภาษาอังกฤษให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เขียนมาย่อหน้าหนึ่งมีแต่ภาษาอังกฤษ  ศัพท์เทคนิคคำใดแปลเป็นภาษาไทยได้ ให้แปลไปเลย เช่น Air Conditioner ให้แปลว่า เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น แต่ถ้าแปลแล้วไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้ถูกต้องควรวงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วย ยกเว้นไม่สามารถจะแปลเป็นภาษาไทยได้  ให้ทับศัพท์เป็นภาษาไทยแล้ววงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไปอีกทีหนึ่ง เช่น Transducer อาจเขียนว่า ทรานสดิวเซอร์ (transducer)  เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้อ่านที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้รู้เรื่อง และเลียนคำอ่านภาษาอังกฤษได้ หากมีคำศัพท์ใดซ้ำควรวงเล็บเพียงครั้งเดียวในตอนแรก

6. ตีกรอบแยกส่วนเนื้อหา ถ้ามีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ แต่ไม่สามารถเชื่อมเข้าไปในบทความได้โดยตรง อาจแยกออกมาจากเนื้อเรื่องปกติได้โดยตีกรอบล้อมรอบเนื้อหาส่วนนั้นเอาไว้ ลองดูวารสารต่างประเทศจะพบทำนองนี้บ่อย

7. อย่าให้หวือหวามากเกินไป แม้ว่าการแทรกอารมณ์ขัน การใช้ศัพท์แสลง จะช่วยผ่อนคลายความเครียดขณะอ่านไปได้ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไปจนบทความวิชาการกลายเป็นบทความทั่วไปที่ให้แต่ความสนุกอย่างเดียว

8. พยายามใช้คำธรรมดาง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายและยังคงความถูกต้องอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น  “....เราจะวัดความต่างศักย์ของสายไฟบ้านได้ 220 โวลต์....”  ผู้อ่านอาจจะงงกับคำว่า “ความต่างศักย์”  ซึ่งเป็นศัพท์วิชาการ  ในกรณีเช่นนี้ควรใช้คำว่า “แรงดันไฟฟ้า” แทน เพราะจะทำให้คนอ่านเข้าใจได้ดีกว่า

9. ใช้ประโยคที่กระชับ ไม่กำกวม   พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคยาวๆ ที่ดูยืดยาด และประโยคซ้อนประโยคที่อาจทำให้เข้าใจความหมายผิดไป

10. ให้เป็นเหตุเป็นผลตามลำดับที่ควรจะเป็น    ตัวอย่างเช่น “....เนื่องจากสบู่นี้สีฟ้า ยอดขายจึงไม่ดีนัก”  ผู้อ่านคงสงสัยแน่ๆ ว่าสีฟ้ามีผลอย่างไร จึงทำให้ยอดขายไม่ดี ผู้เขียนควรให้เหตุผลเพื่อขยายความให้ชัดเจน

11.  เนื้อหาใช้ เป็นปัจจุบันหรือไม่?   ให้พิจารณาดูว่ามีข้อมูลใดที่อาจจะไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  เช่น ถ้าคุณเขียนบทความเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระดับสุริยะจักรวาล ต้องให้ข้อมูลใหม่ว่า ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระ , วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด  คุณต้องหาข้อมูลยืนยันให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และเป็นปัจุบัน  การเขียนบทความไม่ควรใช้คำว่า  ในปัจจุบัน  แต่ควรใช้การระบุเวลา เช่น  ในปีพ.ศ. 2549  พบว่า .....

 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อส่งบทความไปให้นำลงวารสาร

หากคุณได้พยายามแก้ไขบทความจนสมบูรณ์ที่สุดในความคิดของคุณแล้ว จะเก็บเอาไว้เฉยๆ กระไรอยู่  จัดแจงส่งไปถึงบรรณาธิการวารสารที่ต้องการได้เลย  จะใช้วิธีไปส่งด้วยตนเอง หรือจะส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ ถ้าเป็นไปรษณีย์ควรลงทะเบียนด้วย  จะได้แน่ใจว่าถึงมือบรรณาธิการแน่ๆ ไม่สูญหายกลางทางเสียก่อน  แต่ถ้าสงสัยว่าส่งไปแล้วเขาจะสนใจหรือไม่  ขอแนะนำให้ตัดความสงสัยนี้โดยการโทรศัพท์ไปคุยกับตัวบรรณาธิการเลยว่า  คุณมีบทความชื่อนั้นชื่อนี้ เกี่ยวกับอะไร ยาวประมาณเท่านั้นเท่านี้หน้า บรรณาธิการสนใจไหม ถ้าเขาบอกว่าสนใจและเชิญชวนให้ส่งมา ก็คงไม่มีปัญหาอะไรส่งไปได้เลย  อย่าลืมเขียนชื่อที่อยู่ ที่ทำงาน และวิธีติดต่อที่คิดว่าจะติดต่อกันได้สะดวกแนบไปด้วย

เมื่อบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้นได้รับบทความของคุณแล้ว เขาอาจจะพิจารณาเองหรือมอบหมายให้คนในกองบรรณาธิการซึ่งสันทัดในเรื่องที่คุณเขียน  ช่วยกันพิจารณาให้ หลังจากพิจารณาแล้ว เขาจะส่งจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งผลการพิจารณาให้คุณทราบ ซึ่งคุณอาจจะได้รับคำตอบใดคำตอบหนึ่ง ใน 3 คำตอบนี้ คือ

1. บทความไม่ผ่านการพิจารณาลงในวารสาร หรือ

2. บทความผ่านการพิจารณาให้ลงในวารสารหลังการปรับปรุงแก้ไขแล้ว หรือ

3. บทความผ่านการพิจารณาให้ลงในวารสาร

1)  บทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาเลยจะถูกส่งกลับคืนไปให้หรือไม่คืนก็ได้   เหตุผลที่ไม่ผ่านนั้นอาจจะเป็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสมกับผู้อ่านวารสารฉบับนั้น อาจจะเป็นเนื้อหาที่เคยลงในวารสารแล้ว หรือเนื้อหาล้าสมัยไม่น่าสนใจ  หรืออาจจะเป็นบทความที่เหมาะจะเป็นตำราเรียนมากกว่าเพราะเนื้อหายาวมาก หรืออาจจะเป็นบทความที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการวารสารฉบับนั้นอ่านเข้าใจเลย

2)   บางบทความอาจจะดีมากแต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่เหมาะสม เช่น อาจจะมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ  ที่ผู้เขียนอาจจะมองข้ามไปหรือคุ้นเคยกับปัญหานั้นมากเกินไป แต่กองบรรณาธิการคาดว่าผู้อ่านคงอยากจะทราบ หรืออาจจะมีบางข้อความไม่ชัดเจนพอ ในกรณีนี้ เขาอาจจะขอให้คุณช่วยแก้ไขบางข้อความ หรือให้เพิ่มเติมบางส่วน เพื่อให้แน่ใจว่าบทความของคุณจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเขามากยิ่งขึ้น

3) ถ้าบทความของคุณผ่านการพิจารณา เขาจะแจ้งให้ทราบด้วยเช่นกัน   และอาจกำหนดให้คุณด้วยว่าจะนำลงในฉบับไหน หรือเดือนไหน อย่างไรก็ตาม แม้บทความของคุณจะสมบูรณ์พอสมควร กองบรรณาธิการอาจขอสิทธิในการตั้งหรือดัดแปลงชื่อบทความให้น่าอ่านขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมข้อความสั้นๆ โปรยใต้ชื่อบทความ หรือแก้ไขสำนวนบางส่วนให้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา หรือเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บางทีถ้าบทความยาวมาก เขาอาจจะแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามความเหมาะสม

หลังจากที่บทความนั้นได้รับการตีพิมพ์แล้ว กองบรรณาธิการมักจะไม่ส่งต้นฉบับกลับคืนมาให้ เพราะความไม่สะดวกหลายประการ แต่จะส่งวารสารฉบับที่นำลงแล้วนั้นมาให้คุณแทน และอาจมีค่าสมนาคุณมาให้ด้วยทางธนาณัติ ซึ่งมูลค่าจะมากหรือน้อยแล้วแต่กิจการของวารสารนั้นๆ

 

คุณคงได้อะไรๆ  เป็นแนวทางขั้นต้นไปแล้วว่าจะเริ่มต้นเขียนบทความที่ดีได้อย่างไร      อย่าลืม ?   ลองจับขยับปากกาขีดเขียนบทความในแนวที่คุณถนัดดูบ้าง                     แล้วคุณจะพบว่า...สิ่งมหัศจรรย์มีจริง

 

 

 

 

 

 

 

Back to Topข้อมูลส่วนตัวของชฎาภาค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของชฎาภา


ถ้าคุณเป็นสมาชิกของ KM.HCU. และต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ เข้าระบบ
ถ้าคุณไม่ใช่สมาชิกของ KM.HCU. แต่ต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ สมัครสมาชิกใหม่


 

Powered by ASPThai Forums version 7.0
ขอขอบคุณ Code ดี ๆ จาก ASPThai