KM.HCU.
สมัครสมาชิกใหม่สมัครสมาชิกใหม่  เข้าระบบเข้าระบบ  ค้นหาหัวข้อค้นหาหัวข้อ  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  
    กลับหน้าแรก
 
มีคำตอบแล้ว หัวข้อ : บทความวิจัยพฤติกรรมสุขภาพคุณไม่ใช่สมาชิก อ่านได้อย่างเดียว
ฝากข้อความโดย
เนื้อหา 
ชฎาภา
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:50:32
Posts : 9
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 16 มิถุนายน 2549 เวลา 15:52:56 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

ในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

(Factors Related to Health – Promotion Behaviors of Families in

Chlongmahanak Community Pomprabsutrupai Region, Bangkok Metropolitan)

จริยาวัตร คมพยัคฆ์* ชฎาภา ประเสริฐทรง**

ทวีศักดิ์ กสิผล** นภาพร แก้วนิมิตชัย**

วิชุดา กิจธรธรรม** รัตนา สำราญใจ**

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขต

ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จำนวน 433 ครอบครัว เก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพด้วยแบบสัมภาษณ์ที่ดัดแปลงจากแบบวัดแบบแผนสุขภาพในการดำรงชีวิตประจำวัน 2 ของวอล์คเกอร์ ซีคริสต์ และเพนเดอร์ 7 ด้าน และข้อมูลปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ คือ ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2545 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และของสเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่า

โครงสร้างครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว ร้อยละ 77.0 ในจำนวนนี้อยู่คนเดียว ร้อยละ 37.1 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 71.3 อิสลาม ร้อยละ 26.3 สมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 48.9 มีโรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ และภูมิแพ้ ครอบครัวได้รับความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพจากโทรทัศน์มากที่สุด คือ ร้อยละ 55.2 และความรู้ที่ครอบครัวนำไปปฏิบัติได้คือ เกี่ยวกับอาหาร ร้อยละ 40.0 การออกกำลังกาย ร้อยละ 27.5 พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดี แต่มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายข้อคือ การออกกำลังกาย การจำกัดอาหารเค็มและหวานจัด การคบเพื่อนใหม่ การปล่อยวางและงานอดิเรกอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพคือ ปัจจัยนำ ได้แก่ความรู้ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและการรับรู้ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับดี ยกเว้นด้านการรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติ


* คณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

** อาจารย์ประจำ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี ยกเว้นการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยเสริม ได้แก่จำนวนการได้รับแหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี ส่วนภาวะสุขภาพของครอบครัวอยู่ระดับปานกลาง พบว่าปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

คำสำคัญ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

ABSTRACT

The objective of this survey-based research is to study the behavior of family health promotion and the factors that have relationship with the behavior of family health promotion in the community situated at Chlongmahanak, Pomprabsutrupai region, Bangkok Metropolitan. The total of 433 families were selected and interviewed with the questionnaires adapted from Health promoting lifestyle profiled II by Walker Sechrist and Pender 7 sides. The data factors that have relationship with the behavior of family health promotion are leading factor, aiding factor, and supportive factor with questionnaires created specifically by the researcher. This study was conducted between January – March 2002 and analyzed by using frequency distribution, percentage, means standard deviation, Pearson coefficient of correlation, and Spearman rank correlation coefficient.

The study found that there are 77% single family structures in which 37.1% of those family members stay alone. In addition, there are 71.3% people observe Buddhism, 26.3% observe Islam. Interestingly, 48.9% of those family members have their own sickness such as high-blood pressure, diabetes, heart trouble, and asthma. There are 55.2% of those families perceived the knowledge about health plan promotion from television as main media. The knowledge that each family could put into practice are 40% of food knowledge and 27.5% of exercise guideline. The overall behavior of family health promotion and their income are in a good level. However, some behavior of health promotion such as exercise, too much salty or very sweet food limitation, new friend association, letting it be, and hobby are in a medium level. The factors that has relationship with the behavior of health promotion is predisposing factors such as the knowledge of health promotion and health status perception are in a good level except the perceived barriers are in a medium level. The enabling factors such as the efficacy and the convenience to health promotion practice are in a good level except the exercise and cooperative activities are in medium level. The reinforcing factor such as the number of information sources about the behavior of health promotion is in a good level. Nonetheless, the family health status is in a medium level. In sum, this found the significant relationship between predisposing factor, enabling factor, reinforcing factor, and the behavior of family health promotion.

Keywords Health – Promoting Behaviors of Families

บทนำ

สุขภาพเป็นภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณที่บุคคลรับรู้ได้ว่าตนมีความสุข ปราศจากความเครียดหรือแรงกดดันใดๆ (ประเวศ วะสี 2544 : 13 – 14) สุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา แต่อย่างไรก็ตามภาวะสุขภาพเป็นกระบวนการพลวัตที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสลับซับซ้อนอยู่ตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่อง บุคคลจึงต้องพยายามหาวิธีการที่จะปกป้องสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเจ็บป่วยหรือถึงแม้ว่าจะเกิดภาวะเจ็บป่วยขึ้น บุคคลจะต้องพยายามดูแลรักษาเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด วิธีการสำคัญที่บุคคลใช้ปกป้องสุขภาพนั้น คือการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ (Palank. 1991 : 129) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในความหมายของเพนเดอร์ (Pender.1996 : 34) หมายถึง การกระทำที่มุ่งการบรรลุระดับสูงสุดของสุขภาพและความผาสุข เป็นการกระทำที่เพิ่มระดับความผาสุขของบุคคลและกลุ่มคน และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของบุคคลมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมที่สำคัญและครอบครัวยังมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บป่วย (Friedman. 1986 : 75) คือเป็นแหล่งพึ่งพาของสมาชิกเมื่อเจ็บป่วย ทั้งด้านการดูแล แรงงานและเศรษฐกิจ เป็นแหล่งของความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และการปฏิบัติด้านสุขภาพ พบว่าครอบครัวรับผิดชอบการดูแลสุขภาพของสมาชิกถึงร้อยละ 75 ของการดูแลสุขภาพทั้งหมด (Duffy 1988 : 109) จึงกล่าวได้ว่าภาวะสุขภาพที่ปกติหรือเบี่ยงเบนของสมาชิกในครอบครัวเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ มีพฤติกรรมสุขภาพที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม เนื่องจากความรู้และประสบการณ์ที่เคยได้รับเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้หรือหวาดกลัว นั่นคือพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้หล่อหลอมมาจากครอบครัวตั้งแต่แรกเกิดและวัยต่างๆ ตามลำดับนั่นเอง

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในครอบครัวเป็นการปฏิบัติกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งจะนำไปสู่ความปกติสุขในชีวิต โดยทุกคนสามารถกระทำบทบาทของตนได้เหมาะสม สำหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในความคิดของเพนเดอร์ (Pender 1996 : 66 – 73) นั้น ครอบคลุม 6 ด้าน คือ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ การทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย การบริโภคนิสัย การพัฒนาทางจิตวิญญาณ การมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและการจัดการกับความเครียด การที่ครอบครัวจะมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการทั้งที่เป็นปัจจัยภายในครอบครัวเอง และปัจจัยภายนอกครอบครัวที่มีความเกี่ยวข้อง กรีนและครูเตอร์ (Green & Krueter. 1991) เรียกปัจจัยเหล่านี้ว่าปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม โดยปัจจัยนำคือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานอยู่ภายในครอบครัว เช่น ความรู้ และการรับรู้ภาวะสุขภาพ ปัจจัยเอื้อคือ สิ่งที่เอื้อให้ครอบครัวปฏิบัติพฤติกรรม เช่น ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมและความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรม และปัจจัยเสริมคือ การได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว เช่น การได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ และการมีแบบอย่างจากสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น

ในฐานะที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา จึงมีภารกิจหลัก 4 ประการ คือ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ด้านการจัดการเรียนการสอนนั้น คณะพยาบาลศาสตร์ มุ่งผลิตพยาบาลวิชาชีพให้กับสังคม ซึ่งในองค์ความรู้ทางการพยาบาลที่จะทำให้การเรียนการสอนมีความสมบูรณ์ตรงตามความต้องการของสังคม ส่วนหนึ่งต้องมาจากการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยในชุมชนที่สถาบันตั้งอยู่ เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการจัดบริการทางวิชาการด้านสุขภาพให้กับชุมชนนั้นๆ คณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ ตระหนักในภารกิจดังกล่าวและมีความเชื่อว่า สถาบันการศึกษาและชุมชนน่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ประกอบกับเมื่อทบทวนวรรณกรรมพบว่ายังไม่มีผู้ใดศึกษามาก่อน ผู้วิจัยจึงสนใจและเห็นควรศึกษาถึงพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อนำผลการวิจัยไปเป็นฐานในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาและเป็นองค์ความรู้ด้านหนึ่งให้อาจารย์ในการรองรับการปฎิรูประบบบริการสุขภาพที่เน้นการดูแลสุขภาพในครอบครัวและชุมชน รวมทั้งการจัดบริการวิชาการให้กับสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการของชุมชน ตลอดจนการศึกษาวิจัยในประเด็นที่ลึกซึ้งต่อไป โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ (Pender. 1996 : 130) และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพคือปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมของกรีนและครูเตอร์ (Green & Kreuter . 1991: 68 - 69)

คำถามการวิจัย

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างไรและมีปัจจัยอะไรบ้างที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

สมมติฐานของการวิจัย

1. ปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว และการรับรู้ภาวะสุขภาพของครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

และความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

3. ปัจจัยเสริม ได้แก่ การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว และภาวะสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

ขอบเขตของการวิจัยมีดังนี้

1. ศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวจากบุคคลที่กระทำบทบาทหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้แทนของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ชุมชนมัสยิดมหานาค ชุมชนหลังศูนย์การค้าวรจักร ชุมชนนาคบำรุง ชุมชนดำรงรักษ์ และชุมชนสิตาราม

2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ศึกษาปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม

3. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว ประเมินจากการตอบแบบสัมภาษณ์ของบุคคลที่กระทำบทบาทหัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนของครอบครัวโดยเชื่อว่าบุคคลที่กระทำบทบาทหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้เแทนของครอบครัวสามารถรับรู้และระบุพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ได้

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว หมายถึง การกระทำกิจกรรมใดๆ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยหรือการเกิดโรคและคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดีของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค ประกอบด้วย

(1) ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ หมายถึง การเอาใจใส่ต่อภาวะสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยการศึกษาหาความรู้ การปฏิบัติตน การสังเกตอาการ และการขอคำปรึกษาจากแพทย์

(2) ด้านโภชนาการ หมายถึง พฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม

(3) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หมายถึง พฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงกับผู้อื่นด้านสุขภาพ ทั้งทางกายและทางวาจา ทำให้บุคคลเกิดการตัดสินใจ

(4) การพัฒนาทางจิตวิญญาณ หมายถึง พฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงถึงการมีความเชื่อในด้านสุขภาพที่มีผลต่อการดำเนินชีวิติที่ดี

(5) การจัดการกับความเครียด หมายถึง พฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออกอย่างเหมาะสมเมื่อเผชิญกับความเครียด

(6) การปฏิบัติกิจกรรมการออกกำลังกาย หมายถึง พฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวปฏิบัติโดยมีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน

ปัจจัย หมายถึง สาเหตุหรือองค์ประกอบต่างๆ ที่ส่งผลให้ครอบครัวมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ประเมินได้จากแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย

    1. ปัจจัยนำ หมายถึง ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และการรับรู้ภาวะสุขภาพ

    1. ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง การรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่ป้องกันการ
    2. เกิดโรคหรือความเจ็บป่วยและการคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดี

    3. การรับรู้ภาวะสุขภาพ หมายถึง การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย การรับรู้

ความรุนแรงของการเจ็บป่วย การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมกรรมการส่งเสริมสุขภาพ

    1. ปัจจัยเอื้อ หมายถึง ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ

ความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

    1. ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง ความมั่นใจที่
    2. จะปฏิบัติกิจกรรมที่ป้องกันการเกิดโรคหรือความเจ็บป่วยและคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดี

    3. ความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง การมีเวลา หรือ

แหล่งทรัพยากรที่จะช่วยให้กระทำกิจกรรมเพื่อป้องกันการเกิดโรคหรือความเจ็บป่วย และคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดีเป็นไปได้โดยง่ายหรือสะดวกขึ้น

    1. ปัจจัยเสริม หมายถึง การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและภาวะ

สุขภาพของครอบครัว

    1. การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งทางสุขภาพและการเจ็บป่วย ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกในครอบครัวกระทำพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่พึงปรารถนาอย่างต่อเนื่อง
    2. ภาวะสุขภาพของครอบครัว หมายถึง ภาวะสุขภาพที่ปกติหรือเบี่ยงเบนของสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ มีพฤติกรรมสุขภาพที่จะเอาเยี่ยงอย่างหรือไม่เอาเยี่ยงอย่าง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ผลการวิจัยจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้

1. บริการวิชาการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชนแขวงคลองมหานาค โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน

    1. จัดการเรียนการสอนสาขาพยาบาลศาสตร์ ที่เน้นการใช้ชุมชนเป็นฐานของการบริการสุขภาพ
    2. พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาทางการพยาบาลครอบครัวหรือการพยาบาลชุมชน
    3. สร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมระหว่างคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และประชาชนในชุมชนแขวงคลองมหานาค ในการพัฒนาสุขภาพชุมชนให้ยั่งยืน
    4. การศึกษาวิจัยในประเด็นที่ลึกซึ้งต่อไป

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive research) ในลักษณะเก็บข้อมูลครั้งเดียว (Cross sectional study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

1. ประชากร เป็นครอบครัวของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นชุมชนสำหรับการศึกษาภาคปฏิบัติวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีจำนวน 4326 ครอบครัว (ฝ่ายโยธาธิการ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย. 2543)

2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นครอบครัวของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) จำนวนร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2538 : 303) จากแผนที่การสำรวจของพนักงานไปรษณีย์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยเลือก 1 บ้าน เว้น 10 บ้าน ตามแนวถนน ซอย และคลอง จำนวนรวม 433 ครอบครัว ประกอบด้วย ชุมชนมัสยิดมหานาค ชุมชนหลังศูนย์การค้าวรจักร ชุมชนนาคบำรุง ชุมชนดำรงรักษ์ และชุมชนสิตาราม

à¤Ã×èͧÁ×Í·Õèãªé㹡ÒÃÇÔ¨ÑÂ

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของครอบครัว แบ่งออกเป็น

    1. ข้อมูลส่วนบุคคลของหัวหน้าครอบครัว ประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับสถานภาพใน
    2. ครอบครัว เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอาชีพหลัก

    3. ข้อมูลโครงสร้างครอบครัว ประกอบด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับรายได้ ความเพียงพอ
    4. ของรายได้ จำนวนสมาชิก ศาสนา และที่พักอาศัย

    5. ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ประกอบด้วยการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านส่งเสริมสุขภาพ

และสุขภาพของครอบครัว

ส่วนที่ 2 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว เป็นแบบสอบถามที่ผู้

วิจัยสร้างขึ้น โดยนำแนวคิดจากแบบวัดแบบแผนสุขภาพในการดำรงชีวิตประจำวัน 2 (Health promoting lifestyle profiled II) ของวอล์คเกอร์ ซีคริสต์ และเพนเดอร์ (Walker, Sechrist & Pender. 1987 : 76 - 81) มาปรับให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนไทย มีลักษณะเป็นแบบสอบถามชนิดเลือกตอบ จำนวนทั้งหมด 42 ข้อ แบ่งเป็น 7 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านการปฏิบัติกิจกรรมออกกำลังกาย ด้านโภชนาการ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ด้านการจัดการกับความเครียด และด้านพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของครอบครัว มีค่าความเชื่อมั่น = 0.80

ส่วนที่ 3 แบบสัมภาษณ์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

3.1 ปัจจัยนำ ได้แก่

3.1.1 ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว ลักษณะเป็นข้อความให้เลือกตอบตามความคิดของผู้ตอบว่า ใช่ และไม่ใช่ มีจำนวน 15 ข้อ โดยแบบสอบถามความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น = 0.86

3.1.2 การรับรู้ภาวะสุขภาพของครอบครัว เป็นแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของโรเซนสต๊อก (Rosenstock. 1974) ลักษณะเป็นข้อความให้เลือกตอบ จำนวนทั้งหมด 32 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อความเจ็บป่วย การรับรู้ความรุนแรงของการเจ็บป่วย การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการรับรู้อุปสรรคของการส่งเสริมสุขภาพ โดยแบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพของครอบครัว มีค่าความเชื่อมั่น = 0.74

    1. ปัจจัยเอื้อ ได้แก่

3.2.1 ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาของครอบครัว ลักษณะเป็นข้อความให้ผู้ตอบเลือกตอบตามความเชื่อมั่นของตนในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว โดยแบบสอบถามความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพมีค่าความเชื่อมั่น = 0.75

3.2.2 ความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว ลักษณะเป็นข้อความเกี่ยวกับความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว ให้เลือกตอบตามความรู้สึกหรือความคิดของตน จำนวน 11 ข้อ โดยแบบสอบถามความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น = 0.79

3.3 ปัจจัยเสริม ได้แก่

3.3.1 การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ เป็นคำถามแหล่งข้อมูลที่ได้รับและเรื่องที่ได้รับตามความเป็นจริงของครอบครัว

3.3.2 ภาวะสุขภาพของครอบครัว เป็นคำถามที่ให้ผู้ตอบตอบตามความรู้สึกในภาพรวมของภาวะสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว

¡ÒÃà¡çºÃǺÃÇÁ¢éÍÁÙÅ

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะก่อนเก็บข้อมูล และระยะเก็บข้อมูล

1. ระยะก่อนเก็บข้อมูล (เดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544)

      1. ขอความร่วมมือจากผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยชี้แจงวัตถุ

ประสงค์ของการวิจัย รวมทั้งพื้นที่และครอบครัวที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้ทราบ

1.2 พบผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนมัสยิดมหานาค ศูนย์การค้าวรจักร และนาคบำรุง แขวงคลองมหานาค เพื่อขอความร่วมมือในการนำเข้าครอบครัวระยะแรกๆ แนะนำผู้ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล และชี้แจงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการวิจัย

1.3 ปฐมนิเทศนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 10 คน ซึ่งผ่านการศึกษาวิธีการสำรวจชุมชนในรายวิชาปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชนแล้วเป็นอาสาสมัครร่วมเก็บข้อมูลโดยมีการปฐมนิเทศเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การขอความร่วมมือในการให้สัมภาษณ์ และพิทักษ์สิทธิ การสัมภาษณ์ การบันทึกข้อมูล และสาธิตย้อนกลับเรื่องการใช้เครื่องมือ ในระยะแรกให้นักศึกษาเก็บข้อมูลพร้อมกับผู้วิจัยเพื่อผู้วิจัยจะประเมินความสามารถในการเก็บและบันทึกข้อมูลของนักศึกษา จนผลการประเมินพบว่านักศึกษามีความสามารถเก็บข้อมูลได้สมบูรณ์ จึงอนุญาตให้เก็บข้อมูลได้เองตามลำพัง โดยให้นักศึกษา 2 คน เข้าเก็บข้อมูลในหนึ่งครอบครัว

2. ระยะเก็บข้อมูล (เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545)

2.1 ขอความร่วมมือหัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนในการให้ข้อมูลโดยแนะนำตนเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย การสัมภาษณ์ และการพิทักษ์สิทธิในการตอบ

2.2 สัมภาษณ์หัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนด้วยแบบสัมภาษณ์เรียงตามลำดับ คือ ส่วนที่ 1 ใน 1.1 และ 1.2 ส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และ 1.3 จนครบทุกครอบครัว ใช้เวลาในการสัมภาษณ์เฉลี่ยประมาณ 45 นาที

2.3 สำหรับครอบครัวที่ผู้สัมภาษณ์ไม่พบ หัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนที่จะสามารถให้ข้อมูลของครอบครัวได้ ผู้สัมภาษณ์จะนัดหมายสมาชิกในครอบครัว หรือมาสัมภาษณ์อีกครั้ง

2.4 ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสัมภาษณ์ กล่าวขอบคุณและลากลับ

2.5 ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบสัมภาษณ์ทุกชุดที่

นักศึกษาเป็นผู้สัมภาษณ์

¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐËì¢éÍÁÙÅ

วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ ดังนี้

1. แจกแจงความถี่ และร้อยละของลักษณะครอบครัว โครงสร้างครอบครัว สุขภาพครอบครัว

และการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว

2. วิเคราะห์ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของพฤติกรรมส่งเสริม

สุขภาพของครอบครัว ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

ของครอบครัวด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient)

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวด้วย

สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน (Spearman’s product correlation coefficient)

ผลการวิจัย

ผู้แทนครอบครัวเป็นเพศหญิงร้อยละ 78.3 มีสถานภาพเป็นหัวหน้าครอบครัว ร้อยละ 35.6 เป็นคู่สมรสของหัวหน้าครอบครัว ร้อยละ 37.9 และเป็นบุตร ร้อยละ 17.1 อายุเฉลี่ย 44.3 ปี สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 67.0 มีการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด คือร้อยละ 46.20 รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 29.8 มีอาชีพประจำ ร้อยละ 79.6 โดยค้าขายมากที่สุด ร้อยละ 40.2 รองลงมาเป็นรับจ้าง ร้อยละ 24.1

ด้านครอบครัว ครอบครัวมีรายได้ที่แน่นอนต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 40.2 ระหว่าง 10,000 – 40,000 บาท ร้อยละ 43.6 รายได้เฉลี่ย 18,482 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่เพียงพอ โครงสร้างครอบครัว เป็นครอบครัวเดี่ยว ร้อยละ 77.0 ในจำนวนนี้อยู่คนเดียว ร้อยละ 37.1 มีสมาชิกในครอบครัว จำนวน 6 คน มากที่สุด คือร้อยละ 85.5 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 71.3 อิสลาม ร้อยละ 26.3 ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ร้อยละ 47.3 เป็นบ้านเช่า ร้อยละ 42.5

สุขภาพของครอบครัว ไม่มีปัญหาทางสุขภาพ ร้อยละ 50.5 อีกร้อยละ 48.9 สมาชิกมีโรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 26.7 เบาหวาน ร้อยละ 12.9 เกี่ยวกับหัวใจ ร้อยละ 12.2 ภูมิแพ้ ร้อยละ 10.4 และอื่นๆ การดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย ครอบครัวซื้อยารับประทานเอง ร้อยละ 54.9 ไปโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์ ร้อยละ 33.5 แต่เมื่อเจ็บป่วยมากหรือเจ็บป่วยรุนแรงการดูแลสุขภาพในครอบครัวส่วนใหญ่ไปพบแพทย์ คือร้อยละ 87.5 ผู้แทนครอบครัวระบุสุขภาพโดยรวมของครอบครัวตามความคิดเห็นของตนเองว่าแข็งแรงดี ร้อยละ 54.0 เจ็บป่วยเล็กน้อย ร้อยละ 36.9 ซึ่งให้เหตุผลว่า เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวมีโรคประจำตัวและสมาชิกในครอบครัวมีอายุมากขึ้น แหล่งข้อมูลข่าวสารที่ครอบครัวได้รับความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพมากที่สุด คือ โทรทัศน์ ร้อยละ 55.2 สาระ/เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็น การออกกำลังกาย การพักผ่อน การคลายเครียด และอาหาร ร้อยละ 92.3 และสาระที่ครอบครัวนำไปปฏิบัติได้มากที่สุดคือ เกี่ยวกับอาหาร ร้อยละ 40.0 รองลงมาเป็นการออกกำลังกาย ร้อยละ 27.3

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวโดยรวมอยู่ระดับดี ค่าเฉลี่ย 2.51 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 และรายด้านอยู่ระดับดีทุกด้าน ได้แก่ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ค่าเฉลี่ย 2.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 การปฏิบัติกิจกรรมและการออกกำลังกาย ค่าเฉลี่ย 2.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 ด้านโภชนาการ ค่าเฉลี่ย 2.42 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ค่าเฉลี่ย 2.64 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 พัฒนาการทางจิตวิญญาณ ค่าเฉลี่ย 2.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 และการจัดการกับความเครียด ค่าเฉลี่ย 2.39 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละด้านพบว่า มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในระดับปานกลาง คือ การออกกำลังกาย การจำกัดอาหารเค็มและหวานจัด การคบเพื่อนใหม่ การปล่อยวาง และงานอดิเรก

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว พบว่า ปัจจัยนำ คือ ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ระดับดี (ค่าเฉลี่ย 0.89 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.31) และการรับรู้ภาวะสุขภาพโดยรวมอยู่ระดับดี (ค่าเฉลี่ย 2.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56) ยกเว้นการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.13 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.82) ปัจจัยเอื้อ คือ ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ระดับดี (ค่าเฉลี่ย 2.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 และค่าเฉลี่ย 2.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน0.78 ตามลำดับ) ยกเว้นความสะดวกในการใช้สถานที่ออกกำลังกาย และการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งผู้แทนครอบครัวระบุความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ตามความคิดเห็นของตนเองว่าอยู่ในระดับดีเช่นกัน (ค่าเฉลี่ย 2.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 และค่าเฉลี่ย 2.64 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 ตามลำดับ) ปัจจัยเสริม คือ จำนวนการได้รับแหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพอยู่ระดับดี (ค่าเฉลี่ย 2.69 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.35) ส่วนภาวะสุขภาพของครอบครัวอยู่ระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.15 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.95)

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว พบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. .01

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

r

ด้านปัจจัยนำ

 

ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ

0.19**

การรับรู้ภาวะสุขภาพ

0.37**

ด้านปัจจัยเอื้อ

 

ความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

0.51**

ความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

0.36**

** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ส่วนปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

r

จำนวนแหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพที่ครอบครัวได้รับ

0.16*

ภาวะสุขภาพของครอบครัว

0.18*

   

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ÍÀÔ»ÃÒ¼Å

    1. ลักษณะทางประชากร ภาวะสุขภาพและการดูแลสุขภาพตนเองของครอบครัว ชุมชนแขวงคลองมหานาค เป็นชุมชนเมืองที่มีบ้านเรือนของประชากรค่อนข้างหนาแน่น ประกอบด้วยตึกแถวเป็นส่วนใหญ่ และมีบ้านเดี่ยวอยู่รวมกัน โดยเฉพาะละแวกติดถนนที่มีการค้าขายแบบขายส่งของตลาดผ้า และตลาดผลไม้ ซึ่งมีกิจกรรมซื้อขายกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนกลางวันมีการรับผลไม้ไปขายปลีกด้วยรถเข็นตามแหล่งพาณิชย์ของชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ดังนั้น จากการสัมภาษณ์ผู้แทนครอบครัวจึงพบว่ามีการค้าขาย เป็นอาชีพหลักมากที่สุด รองลงมาคือ รับจ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งตามบริบทของชุมชนที่พบเห็นได้น่าจะเป็นการรับจ้างขายเสื้อผ้าหน้าร้าน และรับจ้างเข็นรถขนของเพื่อขนเสื้อผ้าสำเร็จรูปและผลไม้ต่างๆ จากแหล่งขายไปขึ้นรถยนต์ที่มาจากต่างจังหวัดเพื่อซื้อสินค้าดังกล่าวไปจำหน่าย นอกจากนี้การที่พบว่าครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค เป็นครอบครัวเดี่ยวเกือบร้อยละ 80 และในจำนวนนี้อยู่คนเดียวถึง ร้อยละ 37.1 ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย วัยแรงงาน นอกจากนี้ จากการที่มีการค้าขายกันอยู่ตลอดเวลาทำให้ครอบครัวมีงานทำส่งผลให้เกิดความเพียงพอของรายได้ในครอบครัว มากกว่าร้อยละ 60 อย่างไรก็ตาม พบว่าครอบครัวส่วนหนึ่งมีรายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 40.2) ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย (ร้อยละ 37.7) ซึ่งในจำนวนนี้อาจเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกมากกว่า 6 คน ก็ได้ (ร้อยละ 14.5) และบางส่วนอาจต้องส่งเงินกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่
    2. ภาวะสุขภาพของครอบครัวจากการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวพบว่ามีครอบครัว ร้อยละ48.0ที่สมาชิกมีปัญหาสุขภาพ ซึ่งปัญหาสุขภาพเกือบทั้งหมดเป็นการเจ็บป่วยด้วยภาวะหรือโรคเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 26.7) เบาหวาน (ร้อยละ 12.9) โรคหัวใจ (ร้อยละ 12) ภูมิแพ้ (ร้อยละ 10.4) ไขมันในเลือดสูง (ร้อยละ 8.0) โรคกระเพาะอาหาร (ร้อยละ 3.8) และโรคข้อ (ร้อยละ 3.8) ทั้งนี้อาจเนื่องจากสมาชิกของครอบครัวที่มีปัญหาสุขภาพเป็นผู้สูงอายุ โดยพบว่า ผู้แทนครอบครัวที่ให้การสัมภาษณ์มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ17.8 ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้แทนครอบครัวที่คิดว่าครอบครัวของตนมีการเจ็บป่วยเล็กน้อยเพราะสมาชิกมีโรคประจำตัวและมีอายุมากขึ้น ทั้งนี้ โดยทั่วไปโรคเรื้อรังดังกล่าว ส่วนใหญ่มักจะพบในบุคคลสูงอายุมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อยู่แล้ว (จารุวรรณ เหมะธร. 2545 : 400)

      ในการดูแลสุขภาพตนเองของครอบครัว พบว่าเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยจะซื้อยารับประทานเอง มากกว่าร้อยละ 50 แต่เมื่อเจ็บป่วยมากหรือรุนแรง ส่วนใหญ่จะไปพบแพทย์ (ร้อยละ 87.5) ซึ่งลักษณะเช่นนี้พบได้คล้าย ๆ กับชุมชนอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร (สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ชุมชนมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม. มกราคม 2545) ทั้งนี้ในชุมชนแขวงคลองมหานาค จัดได้ว่าเป็นชุมชนที่มีแหล่งบริการทางสุขภาพทั้งของรัฐและเอกชนที่ประชาชนใช้บริการได้สะดวก ไม่ไกล และราคาไม่สูงนัก คือ มีร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลหัวเฉียว ศูนย์บริการสาธารณสุข 21 สวนมะลิ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และบางสัปดาห์จะมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของสมาชิกสภาเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เข้ามาบริการตรวจรักษาสุขภาพด้วย อย่างไรก็ตามพบว่า ครอบครัวได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการส่งเสริมสุขภาพจากวิทยุ โทรทัศน์ มากที่สุด (ร้อยละ 45.7) รองลงมาเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 24.3 เช่นเดียวกันกับความรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพครอบครัวได้รับจากโทรทัศน์มากที่สุด (ร้อยละ 55.2) แต่ได้รับจากแหล่งบริการสุขภาพ ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข เพียงร้อยละ 16.8 ศูนย์สุขภาพชุมชน, อาสาสมัครสาธารณสุข ร้อยละ 3.9 และโรงพยาบาล ร้อยละ 2.6 ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าปัจจุบันสื่อโทรทัศน์มีอยู่ทั่วไป เปิดให้บริการตลอดเวลา ครอบครัวสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ง่าย สะดวก เลือกสาระได้ตามความพอใจราคาไม่แพงมากซึ่งแตกต่างจากแหล่งบริการสุขภาพที่ครอบครัวต้องเข้าไปใช้บริการจึงจะได้รับบริการ เช่น คำแนะนำ คำปรึกษา เป็นต้น และการใช้บริการดังกล่าวอาจต้องเสียเวลาในการหารายได้ ยกเว้นเมื่อมีการเจ็บป่วยมากหรือรุนแรง ที่น่าสนใจคือสาระของความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ครอบครัวสามารถนำไปใช้ได้มาก 3 อันดับแรก เป็นเรื่องของความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน คือ อาหาร (ร้อยละ 40.0) การออกกำลังกาย (ร้อยละ 27.3) และการพักผ่อน (ร้อยละ 9.4) ดังนั้นจึงควรเป็นบทบาทและหน้าที่ของบุคลากรด้านสุขภาพในชุมชนและผู้นำชุมชนทุกด้านจะต้องพิจารณาแนวทางร่วมกันเพื่อให้ครอบครัวสามารถนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายควรปฏิบัติให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 60 เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างเสริมสุขภาพทั้งระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย (คณะกรรมการอำนวยการจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9. 2544 : 59) เพื่อลดความเสี่ยงในโรคต่างๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เป็นต้น

    3. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว
    4. จากผลการศึกษาพบว่าครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

      ภาพ โดยรวมอยู่ระดับดี และมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านการปฏิบัติกิจกรรมและการออกกำลังกาย ด้านโภชนาการ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านพัฒนาการทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการกับความเครียด อยู่ระดับดีเช่นกันนั้น เป็นไปได้ว่าครอบครัวได้รับข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์แล้วนำไปปฏิบัติ ได้แก่ ด้านอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทั้งหมดเพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว คือ การดู จึงพบว่าครอบครัวมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเกี่ยวกับการออกกำลังกายอยู่ระดับปานกลาง มีการเลือกรับประทานอาหารที่นึ่งหรืออบมากกว่าทอดอยู่ระดับปานกลาง และการจำกัดหรือหลีกเลี่ยงอาหารเค็มและหวานในระดับปานกลาง ทั้งนี้ น่าจะมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของครอบครัวที่ต้องทำงานนอกบ้านเกือบตลอดวัน ตามบริบทของชุมชนที่กล่าวแล้ว รวมทั้งการอยู่คนเดียวในครอบครัว(ร้อยละ37.1) ทำให้ต้องซื้ออาหารรับประทาน จึงไม่สามารถควบคุมรสเค็มและหวานได้ และอาหารชนิดทอด เช่น ไข่ ไก่ หมู ที่ขายในตลาดมีมากกว่านึ่งหรืออบ

      เมื่อพิจารณาอาชีพแล้วครอบครัวน่าจะมีเวลาของการออกกำลังกายด้วยวิธีการที่ถูกต้องได้น้อย และอาจจะเกี่ยวข้องกับสถานที่ทั้งในบ้านพักอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตึกแถว และบ้านเช่าหนาแน่นไม่มีพื้นที่ และในชุมชนที่เป็นแหล่งค้าขายและอาคารพาณิชย์ ทำให้ครอบครัวปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพดังกล่าวอยู่ระดับปานกลาง ครอบครัวมีความเข้าใจถึงชนิดและวิธีการออกกำลังกายที่สามารถกระทำได้ในบริเวณที่คับแคบ ใช้เวลาไม่มาก อย่างไรก็ตามถ้าไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ อาจจะเป็นแรงจูงใจให้มีการออกกำลังกายได้มากขึ้นเพื่อตอบสนองโครงการขยับกายสบายชีวี (Move for Health) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

      ในการคบเพื่อนใหม่นั้น พบว่าครอบครัวปฏิบัติระดับปานกลาง น่าจะเชื่อมโยงกับการไม่มีเวลา การเป็นผู้เข้ามาจากต่างจังหวัดเพื่อประกอบอาชีพและการต้องอยู่คนเดียว ดังนั้น การพบปะบุคคลอื่นๆ จึงอยู่ในลักษณะจำกัด จากการสังเกตของผู้วิจัยขณะเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าในเวลาอาหารโดยเฉพาะช่วงกลางวัน บุคคลที่รับจ้างเข็นรถเสื้อผ้าหรือผลไม้ จะจับกลุ่มกันรับประทานอาหารง่ายๆ และใช้ภาษาพูดพื้นเมือง เช่น ภาษาอีสาน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมักเป็นคนภาคเดียวกันทำให้สนิทสนมกันง่าย จึงเป็นไปได้ในคำถามถึงการคบเพื่อนใหม่ กลุ่มตัวอย่างเข้าใจว่าเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่คนภาคเดียวกัน

      กิจกรรมยามว่างหรืองานอดิเรกที่ครอบครัวปฏิบัติได้ระดับปานกลางนั้น สามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาย คือ การมีภารกิจในการทำงาน ค้าขาย และรับจ้าง ซึ่งมีอยู่ในชุมชนเกือบตลอดเวลา สามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวได้ถ้ามีความขยัน ทำให้ไม่มีเวลา ไม่มีวันหยุดประจำ และการต้องอยู่คนเดียวอาจขาดแรงจูงใจ ขาดเพื่อน ไม่มีสมาชิก ดังนั้น เมื่อเลิกงานจึงนอนพักผ่อนมากกว่าทำกิจกรรมอื่นๆ

      พฤติกรรมต่างๆ ที่ครอบครัวปฏิบัติได้ระดับปานกลางเหล่านี้ ควรมีการศึกษาเจาะลึกเพื่อให้พบหลักฐานความเป็นจริงถึงเหตุและปัจจัย เพื่อนำมาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของครอบครัวที่ต้องการความเหมาะสมและปฏิบัติได้ นอกเหนือจากหลักการและการชี้แนะจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะบุคลากรสุขภาพเท่านั้น

    5. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว
      1. ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมของครอบครัว

ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวมีปัจจัยนำด้านความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี น่าจะเนื่องจากครอบครัวได้รับความรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งผ่านสื่อโทรทัศน์ และวิทยุ (ร้อยละ 45.7) สื่อสิ่งพิมพ์ (ร้อยละ 24.3) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ร้อยละ 16.8) เช่น แพทย์ในโรงพยาบาลเมื่อมีการเจ็บป่วย หรือจากการเยี่ยมบ้านของพยาบาล (ร้อยละ 25.1) ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพยาบาลเยี่ยมบ้านของศูนย์บริการสาธารณสุขสวนมะลิ อย่างไรก็ตามพบว่าครอบครัวมีความรู้ระดับปานกลางเกี่ยวกับเครื่องดื่มชงร้อน เช่น ไมโล โอวัลติน ว่าเป็นอาหารเสริมที่จำเป็นต่อสุขภาพ อาจเนื่องจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคน่าสนใจให้ชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ จนบางครั้งอาจพบว่ามีการรับประทานอาหารเสริมเหล่านี้มากกว่าอาหารหลัก โดยเฉพาะในเด็ก (กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ 2545 : 57) ซึ่งพยาบาลเยี่ยมบ้านน่าจะเป็นบุคลากรสำคัญในการสร้างความรู้และความเชื่อที่ถูกต้องเพื่อเป็นการจูงใจให้ครอบครัวปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (ประภาเพ็ญ สุวรรณ 2534:196) อาจด้วยการสื่อโดยตรงกับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือให้การอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนเพื่อทำหน้าที่เสริมสร้างสุขภาพให้กับครอบครัว

ด้านการรับรู้ภาวะสุขภาพซึ่งเป็นปัจจัยนำที่กลุ่มตัวอย่างรู้สึกได้จากประสบการณ์และการตีความจากสิ่งเร้าที่ผ่านกระบวนการทางความคิดนั้นพบว่าอยู่ในระดับดี มีการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมเพียงด้านเดียวที่อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งในคำตอบรายข้อมากกว่าร้อยละ 90 ครอบครัวมีการรับรู้อุปสรรคฯ อยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน นั่นคือการส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวมีอุปสรรคทั้งด้านการเสียค่าใช้จ่าย (อาหาร การดูแลสุขภาพ) การเสียเวลา การขาดรายได้ และกระทบภาระงานหรือการประกอบอาชีพ ทำให้ยากต่อการปฏิบัติ ทั้งนี้ ครอบครัวมีการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย การป้องกันไม่ให้การเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น และรับประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับดี ดังนั้น ควรมีการศึกษาและสร้างกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อลดหรือจำกัดการรับรู้อุปสรรคที่มีต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพราะการรับรู้เป็นการแสดงออกถึงความตระหนักในเรื่องนั้นๆ (King.1981:24) และจะทำให้มีการปฏิบัติพฤติกรรมนั้นๆ ต่อไป (Rosenstock .1974 : 331 - 386)

ปัจจัยเอื้อ พบว่า ครอบครัวมีความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดีทุกข้อ ซึ่งเป็นความรู้สึกการรับรู้ที่ดี เนื่องจากมีการศึกษายืนยันว่าถ้าบุคคลรับรู้ถึงความสามารถของตนเองจะปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (วันดี แย้มจันทร์ฉาย. 2538 : 33 และ สุวคนธ์ กุรัตน์ . 2539 : 55) สำหรับความสะดวกในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี ยกเว้นความสะดวกในการใช้สถานที่ออกกำลังกายและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งในชุมชนและที่พักอาศัย นั่นคือ ครอบครัวขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ส่งผลให้มีการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพยากขึ้น (Green, et al 1980 : 75) จึงจำเป็นที่รัฐ, ผู้แทนประชาชน (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) และองค์กรต่างๆ ในชุมชนต้องร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อเป้าหมายการพัฒนาสุขภาพของประชาชนในชุมชนต่อไป

ปัจจัยเสริม พบว่าครอบครัวได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี เนื่องจากครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนเมืองใหญ่ การสื่อสารมีหลายช่องทาง และสะดวก โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุ ที่ครอบครัวระบุว่าเป็นแหล่งที่ได้รับข้อมูลมากที่สุด (ร้อยละ 45.7) ซึ่งด้านความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพได้รับจากโทรทัศน์มากที่สุด (ร้อยละ 55.3) ทั้งนี้ รัฐและผู้รับผิดชอบสื่อโทรทัศน์ จึงควรจัดรายการส่งเสริมสุขภาพแทรกไว้ในทุกรายการและตลอดเวลาของการออกอากาศ ในการรับรู้ของผู้แทนครอบครัวระบุว่าภาวะสุขภาพของครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง โดยให้เหตุผลในการรับรู้ดังกล่าวจากการมองว่าสมาชิกครอบครัวมีการเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือบางครั้ง (ร้อยละ 37) ไม่ค่อยแข็งแรง (ร้อยละ 8.8) และเมื่อสอบถามเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการดูแลเมื่อเจ็บป่วย พบว่าครอบครัวมีสมาชิกเจ็บป่วยเล็กน้อย เจ็บป่วยมาก และเจ็บป่วยเรื้อรัง จึงน่าจะเป็นข้อมูลสนับสนุนได้ว่าภาวะสุขภาพของครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง

3.2 ความสัมพันธ์ของปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ

เมื่อนำปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมาหาความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวด้วยการทดสอบทางสถิติพบว่าทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว โดยปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ทั้งภายในครอบครัวและภายนอกครอบครัว ตามที่กรีนและครูเตอร์ (Green and Kreuter. 1991 : 68 - 69) กล่าวไว้ โดยปัจจัยนำของครอบครัวประกอบด้วยความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพและการรับรู้ภาวะสุขภาพของครอบครัว ปัจจัยเอื้อคือความเชื่อมั่นถึงความสามารถของครอบครัวในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ( r = .51) และความสะดวกของครอบครัวในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (r = .36) ปัจจัยเสริมคือ จำนวนแหล่งความรู้การส่งเสริมสุขภาพที่ครอบครัวได้รับและภาวะสุขภาพของครอบครัว การศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาในประชากรกลุ่มต่างๆ ที่พบว่าความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์และสามารถทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ (ศุภวรินทร์ หันกิตติกุล 2539 : 141 ; พิเชฐ เจริญเกษ 2540 : 113 ; และไพโรจน์ พรหมพันใจ 2540 : 136) เนื่องจากความรู้เป็นการรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ต้องมีความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้เกิดการจูงใจในการปฏิบัติพฤติกรรมและในการรับรู้ภาวะสุขภาพนั้นการรับรู้แต่ละด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (ปราณี ทองพิลา. 2542 ; ธนพร วงษ์จันทร์. 2543 : 118 ; มยุรี นิรัตธราดร. 2539 : 8 และนิตยา ภาสุนันท์ 2532 : 82) ทั้งนี้ เนื่องจากการรับรู้เป็นกระบวนการทางความคิดและจิตใจที่แสดงออกอย่างมีจุดหมายและตัดสินใจปฏิบัติ ด้านความเชื่อมั่นถึงความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเช่นกัน (วันดี แย้มจันทร์ฉาย. 2538 : 3 ; สุวคนธ์ กุรัตน์. 2539 : 55) นั่นคือครอบครัวมีความมั่นใจ แน่ใจว่าสามารถปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ สุทธนิจ หุณฑสาร (2539 : 131) ไพโรจน์ พรหมพันใจ (2540 : 141) และพิเชฐ เจริญเกษ (2540 : 117) พบว่ามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลข่าวสารโดยสื่อต่างๆ สามารถให้ความรู้และแนวทางการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี แต่ผู้ได้รับต้องเลือกให้เหมาะสม ปฏิบัติได้ และมีความพึงพอใจ ภาวะสุขภาพของครอบครัวเป็นการรับรู้ของผู้แทนครอบครัวในภาพรวมว่าเป็นเช่นไร นั่นคือ ถ้าครอบครัวมีภาวะสุขภาพแข็งแรงดี จะสามารถปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ดีกว่าครอบครัวที่มีการเจ็บป่วย และไม่ค่อยแข็งแรง อาจเนื่องจากครอบครัวต้องมีภาระด้านค่าใช้จ่าย และเวลาสำหรับดูแลสมาชิกที่เจ็บป่วยและไม่ค่อยแข็งแรง

ผลการศึกษาชี้นำบุคลากรสุขภาพในชุมชนให้ประเมินถึงปัจจัยต่างๆควบคู่กับการประเมินพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวและควรศึกษาต่อไปว่าปัจจัยเหล่านี้ปัจจัยใดมีอิทธิพลต่อการทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวได้ดี เพื่อนำไปสร้างหรือพัฒนากลยุทธ์เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในชุมชนต่อไป

¢éÍàʹÍá¹Ð

จากการศึกษาที่พบว่าครอบครัวมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพบางอย่างอยู่ในระดับปานกลาง และมีปัจจัยหลายประการที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งมีข้อเสนอแนะดังนี้

1. การนำผลการวิจัยไปใช้

1.1 ในการให้บริการสุขภาพในชุมชน พยาบาลเยี่ยมบ้านหรือพยาบาลครอบครัวควรประเมินพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย การเลือกอาหารรับประทาน และการรับประทานอาหารรสเค็ม โดยการศึกษาเชิงคุณภาพ เพื่อจะได้ทราบผลดีของการปฏิบัติพฤติกรรมและสาเหตุหรือปัจจัยที่แท้จริง และให้ความร่วมมือกับชุมชนในการขจัดอุปสรรค พัฒนาวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือจัดให้มีสิ่งเอื้ออำนวยโดยเฉพาะสถานที่ในการออกกำลังกายเพื่อให้ครอบครัวสามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม

สำหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวด้านอื่นที่มีระดับดีอยู่แล้ว บุคลากรสุขภาพ องค์กรชุมชน และประชาชนควรร่วมมือกันเพื่อดำรงไว้ซึ่งพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

1.2 ในการส่งเสริมสุขภาพให้กับครอบครัว ผู้ให้บริการต้องประเมินปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมควบคู่ไปกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพทุกครั้ง โดยอาจมีการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพก่อนเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาจัดบริการให้ตรงกับบริบทความเป็นไปได้ของครอบครัวและความสำคัญของปัญหา

1.3 ในการจัดการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการส่งเสริมสุขภาพให้สอดแทรกผลการวิจัยนี้ด้วย โดยเฉพาะการเน้นให้นักศึกษาพยาบาลทราบว่าสาเหตุของพฤติกรรมสุขภาพนั้นมีลักษณะเป็น Multiple factors

1.4 คณาจารย์ และผู้บริหารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวในชุมชนแขวงคลองมหานาค อย่างยั่งยืน เช่น การบูรณาการรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การพยาบาลแม่และเด็ก การพยาบาลผู้ใหญ่ การพยาบาลผู้สูงอายุ การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช และการพยาบาลอนามัยชุมชน ในการจัดทำกิจกรรมการเรียนการสอนภาคปฏิบัติที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับผลการวิจัยนี้ เพื่อใช้ในการพัฒนาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว โดยที่ตัวแทนของชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

1.5 นำเสนอผลการวิจัยต่อสถาบันบริการสุขภาพในชุมชน โดยเฉพาะศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ผู้แทนประชาชน (สก, สข. สส) เพื่อพิจารณากำหนดเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพชุมชนต่อไป

2. การศึกษาวิจัยต่อไป

2.1 การวิจัยครั้งต่อไปปรับตัวแปรในปัจจัยเสริม คือ ภาวะสุขภาพของครอบครัว เป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางสังคมหรือการประเมินจากบุคคลอื่นเพื่อให้สอดรับกับแนวคิด PRECEDD Framework อย่างแท้จริง

2.2 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในครอบครัวให้ชัดเจน เนื่องจากผลการวิจัยครั้งนี้ไม่ได้ศึกษาละเอียดว่า สมาชิกที่เจ็บป่วยเล็กน้อย เจ็บป่วยรุนแรง / มาก และเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันหรือไม่ เพื่อผลการวิจัยจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างชัดเจน

2.3 ศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของ

ครอบครัวตามConceptual model เพื่อนำผลมาสู่การจัดการ(Intervention)ได้ตรงกับผลการวิจัยในครั้งนั้นๆ

2.4 การศึกษาวิจัยทุกกรณีต้องมีการปกป้องสิทธิของผู้ถูกวิจัยอย่างเข็มงวด โดยต้องชี้แจงการขออนุญาตและพิทักษ์สิทธิเป็นลายลักษณ์อักษร

บรรณานุกรม

กนกวรรณ สุวรรณปฏิกรณ์. (2544) .พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพครอบครัว.วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต

ภาควิชาพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

Franz, M.J. (1996) Exercise and diabetes. In Debra, H.J. (Ed). Management of diabetes :

Perspective of care across the life span. (2nd ed., pp.162 – 201). St.Louis : Mosby.

Green, Lawrence W. and Kreuter, Marshall W. (1991). Health Promotion Planning : And

Environmental Approach.Toronto : Mayfied Publishing. Nursing Research. 31 ( December) : 137 – 142.

Nemeck, M.A. (1990). “Health beliefs and preventive behavior : A review of research

Literature,” A AOHN Journal. 38 (March) : 127 – 136.

Pender,N.J. (1996). Health promotion in nursing practice. Stamford, CT : Appleton &

Lange.

Walker, S.N., Sechrist, K.R. and Pender, N.J. (1995). The health promoting life style

profile II. Unpublished manuscript.

Lusk, S.L., et al. (1994). Test of the health Promotion Model as a Causal Model of

Workers Use of Hearing Protection.” Nursing Research. 43 : 151 – 157.

Pender,N.J. (1987). Health promotion in nursing practice (2nd ed.) New York : Appleton

& Lange.

Robertson, D., and Keller, C. (1992). Relationships among health beliefs self-efficacy

And exercise adherarance in patients with coronary disease. Health & Lung,

21, 56 – 63.

Back to Topข้อมูลส่วนตัวของชฎาภาค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของชฎาภา
 
penkaesk
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:37:35
Posts : 0
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 20 มิถุนายน 2549 เวลา 16:06:36 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

ชฎาภา :

Back to Topแก้ไขโดย : admin : 28 มิถุนายน 2549 เวลา 14:08:14
kaesk
ข้อมูลส่วนตัวของpenkaeskค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของpenkaesk
 
pattana
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:22:52
Posts : 0
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 20 มิถุนายน 2549 เวลา 15:55:49 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

Back to Toppat
ข้อมูลส่วนตัวของpattanaค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของpattana
 
aungsana
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:26:54
Posts : 0
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 20 มิถุนายน 2549 เวลา 15:47:01 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

Back to Topdua
ข้อมูลส่วนตัวของaungsanaค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของaungsana
 
itsaree
User Option
User Option


Joined : 16 กรกฎาคม 2549 เวลา 15:36:23
Posts : 6
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 16 มิถุนายน 2549 เวลา 16:12:02 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

เยอะม๊าก....แต่ดีค่ะน่าสนใจ....
Back to Topข้อมูลส่วนตัวของitsareeค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของitsaree
 


ถ้าคุณเป็นสมาชิกของ KM.HCU. และต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ เข้าระบบ
ถ้าคุณไม่ใช่สมาชิกของ KM.HCU. แต่ต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ สมัครสมาชิกใหม่


 

Powered by ASPThai Forums version 7.0
ขอขอบคุณ Code ดี ๆ จาก ASPThai