KM.HCU.
สมัครสมาชิกใหม่สมัครสมาชิกใหม่  เข้าระบบเข้าระบบ  ค้นหาหัวข้อค้นหาหัวข้อ  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  
    กลับหน้าแรก
 
มีคำตอบแล้ว หัวข้อ : การควบคุมเบาหวานและการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2คุณไม่ใช่สมาชิก อ่านได้อย่างเดียว
ฝากข้อความโดย
เนื้อหา 
pornsiri
User Option
User Option


Joined : 1 พฤศจิกายน. 2550 เวลา 15:44:02
Posts : 2
ฝากข้อความไว้เมื่อ : 1 พฤศจิกายน. 2550 เวลา 16:00:40 | หมายเลขIP : ไม่แสดง 

ขั้นตอนเพื่อก้าวสู่จุดมายในการควบคุมเบาหวานสำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย

 

            ความชุกของเบาหวานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

                จากข้อมูลการศึกษาของ InterASIA ในประเทศไทยในพ.ศ.2543 พบความชุกของเบาหวานเป็นร้อยละ 9.6   และมีผู้ที่เพิ่งทราบว่าเป็นเบาหวานครั้งแรกในการสำรวจในครั้งนั้นถึงร้อยละ 4.8

                จากการรายงานขององค์การอนามัยโลกในพ.ศ.2542 พบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อแรกเริ่มวินิจฉัยโรคพบภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรังของหลอดเลือดเล็กและหลอดเลือดใหญ่ได้ร้อยละ 50 การศึกษาของ United Kingdom Prospective Diabetes Study (UKPDS) พบว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัดในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรังได้ 3-4   ในต่างประเทศมีการใช้แนวทางในการดูแลรักษาโรคเบาหวานกันอย่างแพร่หลาย แต่ผู้เป็นเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ถึงจุดมุ่งหมายพบร้อยละ 30-40 เท่านั้น การศึกษาโรคเบาหวานของโรงพยาบาลตติยภูมิในประเทศไทยในพ.ศ.2546 พบว่าผู้เป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึงจุดมุ่งหมายตามเกณฑ์ของ ADA 2005 มีเพียงร้อยละ 30

                ดังนั้นกลุ่มสหสาขาจากสถาบันการศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวกับเบาหวานทั่วโลกได้ร่วมกันจัดทำแนวทาง 10 ขั้นตอนเพื่อการควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ได้ง่ายๆ ในพ.ศ.2547 คณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการป้องกันและดูแลรักษาโรคเบาหวาน ในประเทศไทยจึงได้วิเคราะห์แนวทาง 10 ขั้นตอนดังกล่าวและได้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทยเป็น 6 ขั้นตอน

            6 ขั้นตอนเพื่อก้าวสู่จุดหมายในการควบคุมเบาหวานสำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

              ในประเทศไทย

                1.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

                                1.1 จุดมุ่งหมายของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คือ มีค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ น้อยกว่า 6.5%  มีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดเล็กและหลอดเลือดใหญ่

                                1.2 ตรวจค่าน้ำตาลสะสม(HbA1c) ทุก 3-6 เดือนนอกเหนือการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้อ อาหารจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

                2. ดูแลรักษาปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างเคร่งครัดได้แก่ ไขมันในเลือดผิปกติ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนและงดสูบบุหรี่  เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่ทำนายการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและ หลอดเลือดในผู้เป็นเบาหวานประกอบด้วยไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การสูบบุหรี่ ดังนั้นในผู้เป็นเบาหวานจึงควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ มีการศึกษาหลายการศึกษาที่สนับสนุนประโยชน์ของการรักษาความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติจากผู้เป็นเบาหวาน

                3.  ในผู้ที่เพิ่งทราบว่าเป็นเบาหวานควรจะปฏิบัติดังนี้

                                3.1 ควบคุมค่าน้ำตาลสะสม(HbA1c) ให้น้อยกว่า 6.5%

                                3.2 หากไม่สามารถตรวจ HbA1c ได้ สามารถใช้ค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารข้ามคืนหรือก่อนมื้ออาหารให้น้อยกว่า 110 มก./ ดล. และค่าน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร  2 ชั่วโมง ให้น้อยกว่า 140 มก./ ดล.

                                3.3 ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับความรู้เรื่องโรคเบาหวานเพราะผู้ที่เป็นเบาหวานซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคเป็นอย่างดีสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า

                4. พิจารณาใช้ยาลดน้ำตาลชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ต่างกันร่วมกันตั้งแต่ระยะแรกๆ ของการรักษาเบาหวานเพราะมีการศึกษาที่ยืนยันว่าการใช้ยาลดน้ำตาลชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ต่างกันในขนาดต่ำกว่าขนาดสูงสุดหลายชนิดร่วมกันในระยะแรกๆ ของโรคเบาหวาน สามารถควบคุมระดับน้ำตาในเลือดได้ดีโดยไม่เพิ่มฤทธิ์ข้างเคียงของยา

                5. กระตุ้นให้ผู้เป็นเบาหวานมีความรู้ในการดูแลตนเองและมีความรับผิดชอบในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ถึงจุดมุ่งหมายโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญสหสาขาที่เกี่ยวข้องเนื่องจากการใช้ทีมสหสาขา ได้แก่ แพทย์ พยาบาลผู้ให้ความรู้เรื่องเบาหวาน เภสัชกร นักกำหนดอาหาร ผู้ดูแลเท้า และอื่นๆ ในการร่วมกันดูแลรักษาเบาหวาน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ผลดี และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้เป็นเบาหวาน

                6. ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกขั้นตอนของการดูแลรักษาเบาหวาน

 

การออกกำลังกายกับโรคเบาหวาน

                                                             รศ. พญ. ดุจใจ  ชัยวานิชศิริ

                                                                ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                การออกกำลังกายเป็นการใช้กล้ามเนื้อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อของร่างกาย  ซึ่งต้องใช้พลังงานจากสารอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาลและไขมันเป็นสำคัญ ในการสลายสารอาหารดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานของระบบหัวใจ & หลอดเลือดเพื่อจ่ายออกซิเจน ร่วมกับระบบฮอร์โมน คือ อินสุลิน, กลูคากอน และแคธิคอลามีน  ดังนั้นในโรคเบาหวานซึ่งมีปัญหาของการใช้ อินสุลิน  ย่อมมีความบกพร่องในการออกกำลังกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายยังอาจมีภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ(โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ)ร่วมด้วย ทำให้มีความจำกัดในการออกกำลังกายมากขึ้นไปอีก

               ขณะเดียวกันทางการแพทย์ก็พบว่า  การออกกำลังกายที่เหมาะสม สามารถป้องกันและลดอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานได้  อีกทั้งช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดความอ้วน และ เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย   หลักสำคัญคือการคัดกรองผู้ป่วย และให้โปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมไม่มีอันตราย  ร่วมกับการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยให้เข้าใจถึง ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในโรคเบาหวาน

1.       เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย  ช่วยให้ร่างกายมีสัดส่วนตามปกติ  มีความยืดหยุ่น  มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  มีควาทนทานของหัวใจ  สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.       ช่วยควบคุมน้ำหนัก  ลดไขมัน  เพราะหลังจากออกกำลังกายจะลดความอยากอาหาร  และมีการเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น  เป็นเวลาประมาณ 1ชม.   ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์, โคเลสเตอรอล  และเพิ่มระดับ  HDL - โคเลสเตอรอล ในเลือดได้ 

3.       ส่งเสริมขบวนการใช้น้ำตาล  ( glucose metabolism )  โดยเพิ่มความไวของอินสุลิน เพิ่มความสามารถในการจับน้ำตาลไปใช้ให้แก่กล้ามเนื้อ

4.       ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ( coronary artery disease ) 

5.       ลดความดันโลหิตทั้งซิสโตลิก และ ไดแอสโตลิกได้ประมาณ 8-10 ม.ม.ปรอท

6.       ลดความเครียด  (เพิ่มระดับเอนดอร์ฟิน)  เพิ่มคุณภาพชีวิต

7.       ช่วยป้องกันโอกาสเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีความเสี่ยง : คนอ้วน, impaired glucose tolerance test  

                โดยปกติตามธรรมชาติ ในช่วงแรกของการออกกำลังกาย ร่างกายจะมีการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้น  ระดับอินสุลินในเลือดจะลดลงเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่  เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการหลั่งฮอร์โมนที่ต้านฤทธิ์

อินสุลิน(counter-insulin  hormone) คือ กลูคากอนและแคธิคอลามีน  เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลให้เพียงพอ และสลายไขมันใช้เป็นพลังงานในการออกกำลังกาย  การเปลี่ยนแปลงนี้มีความบกพร่องในผู้ป่วยเบาหวาน  ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(hypoglycemia) หรือในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (IDDM ไม่มีการสร้างอินซูลิน)  อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ  มีคีโตนสะสม  เกิดภาวะเลือดเป็นกรดที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

 

ภาวะแทรกซ้อนจากการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวาน

1.       ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในผู้ที่ใช้อินสุลินชนิดฉีด มักเกิดในระหว่าง – 24 ชม.หลังออกกำลังกาย

2.       ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง  ภาวะเลือดเป็นกรด ( hyperglycemia , ketoacidosis ) อาจเกิดในผู้ป่วย IDDM ที่ออกกำลังกายขณะมีระดับน้ำตาลสูงที่ไม่ได้ควบคุม

3.       ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ  จากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีความบกพร่องของระบบประสาทอัตโนมัติ (coronary artery disease, cardiac autonomic neuropathy)

4.       ภาวะแทรกซ้อนของตา (proliferative retinopathy -- > retinal hemorrhage, retinal detachment)

5.       ภาวะแทรกซ้อนจากไตทำงานบกพร่อง อาจมีปัญหาเกลือแร่ไม่สมดุล ซีด ความดันโลหิตสูง

6.       ภาวะแทรกซ้อนของเท้า  ( เนื่องจาก  neuropathy, peripheral vascular disease, decreased resistance to infection, Charcot joint ) อาจเกิดการบาดเจ็บเป็นแผลติดเชื้อได้ง่าย

7.       การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ กระดูก จากการออกกำลังกายไม่เหมาะสม  

 

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการออกกำลังกาย

          ภาวะแทรกซ้อนต่าง    สามารถป้องกันได้  โดยการตรวจประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียดตรวจดูภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน  ( microvascular & macrovascular complications)  พิจารณาว่ามีข้อห้ามของการออกกำลังกายหรือไม่  และสอนวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมปลอดภัย

1.       งดออกกำลังกาย ในกรณีที่มีข้อห้าม  ซึ่งได้แก่ภาวะต่าง ๆ  ดังนี้

                      1.1  เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ระดับน้ำตาลในเลือด  >  300 มก. / ดล.

                              หรือ  >  250 มก. / ดล.  ร่วมกับ ภาวะคีโตซีส

                    1.2  ความดันโลหิตขณะพักเกิน  180 / 100 มม. ปรอท

                              หรือความดันโลหิตตกขณะออกกำลัง  เกิน  20 มม. ปรอท

                    1.3  มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ควบคุมไม่ได้  ภาวะหัวใจวาย  กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

                    1.4  มีอาการเจ็บหน้าอกแองไจนา  หรือมีภาวะหัวใจขาดเลือดที่ควบคุมไม่ได้ 

                    1.5  ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน  อักเสบ  ( embolism , thrombophlebitis )

                      1.6 ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน

                      1.7 มีปัญหาโรคกระดูกและข้อ  ที่เป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย  

           2. มาตรการป้องกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  

                        2.1  ประกอบกิจวัตรประจำวัน ออกกำลัง เล่นกีฬา ให้มีความสม่ำเสมอ เป็นเวลา

2.2    ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดบ่อย ๆ ขณะเริ่มออกกำลัง  หรือเมื่อเปลี่ยนแปลงเพิ่มความ           

หนักของกิจกรรม

2.3    หากตรวจพบระดับน้ำตาลก่อนออกกำลังต่ำกว่า 100 มก. / ดล.  ให้รับประทานอาหารพวกแป้ง น้ำตาล  ก่อน+ระหว่างออกกำลัง : 10-15 กรัม ทุก 30  นาที

                         2.4  ไม่ฉีดอินสุลิน บริเวณที่จะออกกำลัง

                       2.5  หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ อินสุลินออกฤทธิ์สูงสุด

                       2.6  มีความรู้เกี่ยวกับอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ  และวิธีแก้ไข

                       2.7  ออกกำลังกายเป็นกลุ่ม  หรือมีเพื่อนร่วมออกกำลังกาย มีบัตรแจ้งโรคประจำตัว

 

                  3. วิธีออกกำลังกายที่ถูกต้อง

                            ชุด  :  สวมสบาย ระบายเหงื่อได้ดี  ไม่หนาหรือบางเกินไป  ถุงเท้าหนาพอควร

                      รองเท้า :  พื้นหนาช่วยรับแรงกระแทก  ด้านหัวรองเท้ากว้าง,สูง  สามารถปรับได้ ไม่บีบเท้า

                          ชนิด :  แอโรบิก เคลื่อนไหวแขนขาเป็นจังหวะต่อเนื่อง ไม่มีแรงกระแทก (low impact)

                                      เช่น  เดิน  ถีบจักรยานอยู่กับที่  รำมวยจีน  ว่ายน้ำ  เดินในน้ำ

                   หลีกเลี่ยง  1.  การออกกำลังที่ใช้แรงเกร็งมาก ไม่เบ่งกลั้นหายใจขณะออกแรง (Valsalva effect)

                                    2.  การออกกำลังหรือกีฬาที่มีแรงกระแทก

                  ความหนัก :  เบา – ปานกลาง  (low – moderate intensity)

                                       ความรู้สึกเบา – เหนื่อยเล็กน้อย

                   ให้ชีพจรขณะออกกำลังกาย   =   ชีพจรขณะพัก + 15 หรือ  20  ครั้ง / นาที

                      หรือ       =   50 – 60%  ของชีพจรสูงสุด (HRmax)

                      ชีพจรสูงสุด = 220 – อายุ, หรือตรวจได้จาก exercise stress test 

                                         :  กรณีที่จะออกกำลังหนักขึ้น (moderate – high intensity)  

                                            ต้องทำ exercise stress test สืบหาภาวะหัวใจขาดเลือดก่อน (ดูแผนภูมิประกอบ)

                     ชีพจรขณะออกกำลังกาย = ชีพจรที่ ischemic threshold – 20  ครั้ง/นาที

                  ความถี่     :           3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ (ทุกวันเท่าที่จะทำได้)

                  สถานที่    :           พื้นเรียบ  อากาศถ่ายเท ไม่ร้อนจัด – เย็นจัด 

                  น้ำดื่ม      :            ดื่มน้ำเป็นระยะ  เพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะขาดน้ำโดยไม่รู้สึกกระหาย

                  น้ำหวาน ลูกอม   :  เผื่อกรณีน้ำตาลในเลือดต่ำ

                  หลังออกกำลังกาย :   ตรวจเท้า ทุกครั้ง

               

              ขั้นตอนการออกกำลังกาย : ประกอบด้วยสามขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

 

      อุ่นเครื่อง ------------------------------à ออกกำลัง -------------------------------à เบาเครื่อง

      ยืดหยุ่น, เดินช้า ๆ                               แบบต่อเนื่อง 20-30 นาที                              5 – 10 นาที

       5-10  นาที                              แบบช่วง 10 นาที สลับพัก x 2-3 รอบ                           

 

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่จะออกกำลังกายหนัก (moderate – high intensity)

 

                                                            ผู้ป่วยเบาหวาน

 

 


                            อายุ < 35 ปี                                                                          อายุ > 35 ปี

                  TYPE1 เป็นมานาน < 15 ปี                                                   TYPE1 เป็นมานาน > 15 ปี

                  TYPE2 เป็นมานาน < 10 ปี                                                   TYPE2 เป็นมานาน > 10 ปี

                     ไม่มีภาวะแทรกซ้อน                                                             มีภาวะแทรกซ้อน

                                

                           

                        ไม่มีอาการ                             มีอาการผิดปกติของ                    EXERCISE

                  ทางหัวใจ&หลอดเลือด                หัวใจ & หลอดเลือด                 STRESS TEST                                 

                                                                      มีความเสี่ยงโรคหัวใจ

                                                                            

        ให้โปรแกรมออกกำลังกาย                                                            ให้โปรแกรมออกกำลังกาย

        โดยคิด HRmax = 220 – อายุ                                                                โดยคิด HRmax  ตามผล EST ที่ได้

 

ปัญหาที่มักพบร่วมกับโรคเบาหวานและแนวทางปฏิบัติ

1.  โรคหลอดเลือดส่วนปลายของขาตีบ (Peripheral Vascular Disease)

      à  Interval exercise สะสมเวลา,  Exercise proximal muscle (จักรยาน)

               เดิน -- ค่อย ๆ เพิ่มเวลา  เช่น เพิ่ม 5 นาทีทุก 2 สัปดาห์จนได้เวลา  30-40 นาที

              * foot care

2.  ไหล่อักเสบ ไหล่ติด (pericapsulitis of shoulder)

     à  NSAID, steroid injection, superficial heat,  ROM exercise, stretching

             ไม่แกว่งแขนแรง ๆ หรือยกน้ำหนักมากเกินไป

3.  ปวดเข่า – เข่าเสื่อม (osteoarthritis)

    à   หลีกเลี่ยงแรงกระแทก (วิ่ง กระโดด)  ไม่งอเข่ามากเกินไป (ปรับอานจักรยาน)

             เดิน, ว่ายน้ำ, มวยจีน, Quadriceps exercise

4.  ปวดหลัง – หลังเสื่อม (spondylosis)

    à   หลีกเลี่ยงแรงกระแทก  ไม่ก้มมาก หรือแอ่นหลัง บิดเอวมาก ๆ

             Abdominal strengthening, Back muscle stretching

5.  กระดูกบาง (osteoporosis)

     à  หลีกเลี่ยงแรงกระแทก, ไม่ก้มมาก ๆ, ระวังการลื่นล้ม

             Thoracic extension exercise, General exercise for fitness  

 

สรุป

                ผู้ป่วยเบาหวานทุกรายควรได้รับความรู้เรื่องประโยชน์ของการออกกำลังกาย  แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ มีหน้าที่แนะนำการออกกำลังกาย& กีฬาที่เหมาะสมให้ผู้ป่วย หลักการสำคัญคือ การคัดกรองความเสี่ยง  การระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  การรู้จักสังเกตติดตาม(monitor) อาการตนเอง (เช่น จับชีพจร, สังเกตอาการเหนื่อย )  เลือกประเภทของกิจกรรมได้เหมาะสม  และการรู้จักดูแลสุขภาพเท้า

                ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งมีอายุน้อย ควรสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด โดยเฉพาะรายที่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะสามารถออกกำลังกายได้มาก ได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาล และชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดี  ส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมักอยู่ในวัยกลางคน-สูงอายุ ควรออกกำลังกายในระดับเบา-ปานกลาง (low impact aerobic exercise)  จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มความไวของอินซูลิน เพิ่มสมรรถภาพร่างกายและหัวใจ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น  นอกจากนี้กลุ่มประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรให้มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นนิสัยเพื่อป้องกันโรคแต่เนิ่นๆ ด้วย

 

Back to Topแก้ไขโดย : nutzooh : 19 พฤศจิกายน. 2550 เวลา 11:15:07
i love you
ข้อมูลส่วนตัวของpornsiriค้นหาข้อความที่ฝากไว้ของpornsiri


ถ้าคุณเป็นสมาชิกของ KM.HCU. และต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ เข้าระบบ
ถ้าคุณไม่ใช่สมาชิกของ KM.HCU. แต่ต้องการมีส่วนร่วมให้ทำการ สมัครสมาชิกใหม่


 

Powered by ASPThai Forums version 7.0
ขอขอบคุณ Code ดี ๆ จาก ASPThai