หน้าแรก                 
วารสาร มฉก.วิชาการ
งานพัฒนาศักยภาพการวิจัยและตำรา
งานพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการ


             TOP

   การเสนอขอรับทุนอุดหนุนการเขียน
         แปล และเรียบเรียงตำรา


  
  + หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ


  + การเสนอขอรับทุนอุดหนุนการเขียน
     แปล และเรียบเรียงตำรา

  + การดำเนินการหลังได้รับทุนอุดหนุน
     

  + การส่งร่างตำราฉบับสมบูรณ์

  + การปิดเค้าโครงตำราและ
      การเบิกเงินงวดสุดท้าย

  +  
คำแนะนำในการเขียนตำรา

    จำนวนโครงการวิจัยและตำรา
   
 
   
ทุนอุดหนุนการวิจัยและตำรา

    บทคัดย่องานวิจัย
  
"3"   
แหล่งทุนวิจัยภายนอก

    ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม


                                งานพัฒนาศักยภาพตำรา


หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ
 
    

   1.   ศึกษาระเบียบมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  ว่าด้วย การส่งเสริมการการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา   พ.ศ.2540
   2.   ศึกษาประกาศมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติที่ 71/2540 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้เงินทุนอุดหนุนการการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา และประกาศที่ 52/2541 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้เงินทุนอุดหนุนการการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา ฉบับที่ 2

   3.   การเสนอเค้าโครงตำรามาขอรับทุนอุดหนุน ผู้เสนอขอรับทุนอุดหนุนเสนอแบบขอรับการส่งเสริมการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา และจัดทำแบบเสนอเค้าโครงย่อการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา จำนวน 1 ชุด เสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ จำนวน 13 ชุด
    4.   ผู้ขอรับทุนอุดหนุนรอผลการพิจารณาเค้าโครงตำราจากคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา ซึ่งผู้อำนวยการสำนักพัฒนาวิชาการในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการดังกล่าว จะเป็นผู้แจ้งให้ทราบ    


    < แบบขอรับการส่งเสริมการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา >  < แบบเสนอเค้าโครงย่อการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา >

หมายเหตุ :
สามารถดูรายละเอียดระเบียบฯ และประกาศฯ ได้จากคู่มือการเสนอขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา พ.ศ.2547

  คุณสมบัติของผู้ขอรับทุนอุดหนุนและลักษณะการส่งเสริม
    1. มหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อาจารย์ เขียน แปล และเรียบเรียงตำราในสาขาวิชาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นตำราประกอบการสอนตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย
    2. ผู้ได้รับการสนับสนุนอาจเป็นคณะบุคคล หรือบุคคลเดียว หรือเป็นโครงการร่วมระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือสถาบันของรัฐบาล ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
    3. การเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา อาจดำเนินการเป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ


 การเสนอขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา

      ขั้นตอนการดำเนินการเสนอขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำราเพื่อขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา  ของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  มีขั้นตอนดังนี้

     
1. ผู้เสนอขอรับทุนเสนอแบบขอรับการส่งเสริมและจัดทำแบบเสนอเค้าโครงย่อการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา จำนวน 1 ชุด เสนอต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดทำสำเนาเค้าโครงย่อการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา จำนวน 13 ชุด
      2. สำนักพัฒนาวิชาการจัดทำระเบียบวาระเพื่อพิจารณาเค้าโครงย่อการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา นำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา
      3. สำนักพัฒนาวิชาการ จัดทำบันทึกเชิญผู้เสนอขอรับทุนเข้าร่วมนำเสนอเค้าโครงตำราในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา
      4. สำนักพัฒนาวิชาการ แจ้งผลการพิจารณาเค้าโครงตำราผ่านผู้บังคับบัญชาให้ผู้ขอรับทุนทราบ
      5. กรณีอนุมัติให้ทุนอุดหนุนและต้องแก้ไขเค้าโครงตำรา ผู้ขอรับทุนแก้ไขเค้าโครงตำราเรียบร้อยแล้วส่งเค้าโครงตำราฉบับแก้ไข จำนวน 1 ชุด ผ่านผู้บังคับบัญชาก่อนเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อดำเนินการทำสัญญาขอรับทุนอุดหนุนการเรียบเรียงตำราต่อไป

                 

  การดำเนินการหลังการได้รับทุนอุดหนุนการเรียบเรียงตำรา 
         การเบิกจ่ายเงินทุนอุดหนุน
         การเสนอเค้าโครงตำรามาขอรับทุนอุดหนุน การจ่ายเงินทุนอุดหนุนจ่ายเป็น 2 งวด ดังนี้
          งวดที่ 1 จ่ายร้อยละ 20 เมื่อคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำราอนุมัติเค้าโครงตำราและเห็นสมควรได้รับทุนอุดหนุน
          งวดที่ 2 จ่ายร้อยละ 80 เมื่อผู้เขียนตำราเสนอร่างตำราทั้งหมด และคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำราให้ความเห็นชอบต้นฉบับตำราและผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยคณะกรรมการประเมินคุณภาพตำรา
          ระยะเวลาของการดำเนินงานในแต่ละงวดให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญา
          คณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา พิจารณากำหนดจำนวนเงินทุนอุดหนุนให้ผู้เขียนตำราตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด คือ
          ตำรามีจำนวนหน้าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 หน้า เล่มละ   9,000 บาท
          ตำรามีจำนวนหน้า 150 หน้าขึ้นไป                      เล่มละ 12,000 บาท


        
การเบิกเงินงวดที่ 1
        
1. ผู้รับทุนจัดทำสัญญาขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปลและเรียบเรียงตำรา จำนวน 2 ฉบับ เสนอต่อผู้บังคับบัญชาก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ
         2. สำนักพัฒนาวิชาการ จัดทำบันทึกให้อธิการบดีลงนามในสัญญาขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา และขออนุมัติเบิกเงินงวดที่ 1 โดยเสนอผ่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
         3. อธิการบดีลงนามในสัญญาขอรับทุน และอนุมัติเบิกเงินงวดที่ 1
         4. กองคลังดำเนินการเบิกจ่ายเงินทุนอุดหนุนการวิจัยงวดที่ 1 โดยเสนอผ่านรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร
         5. กองคลังแจ้งสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อสำเนาเรื่องอนุมัติการเบิกเงินทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา งวดที่ 1 และสัญญาขอรับทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา
         6. สำนักพัฒนาวิชาการแจ้งให้ผู้ขอรับทุนรับเงินทุนอุดหนุนการเขียน แปล และเรียบเรียงตำรา งวดที่ 1 ที่กองคลัง


  การส่งร่างตำราฉบับสมบูรณ์
 
   1. ผู้รับทุนส่งร่างตำราฉบับสมบูรณ์ จำนวน 3 ฉบับ เสนอต่อผู้บังคับบัญชาก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อเสนอคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา
        2. คณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัยและตำรา พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินคุณภาพตำรา จำนวน 3 ท่าน
        3. คณะกรรมการประเมินคุณภาพตำรา ส่งผลการประเมินให้สำนักพัฒนาวิชาการ
        4. สำนักพัฒนาวิชาการ แจ้งผลการประเมินคุณภาพตำราผ่านผู้บังคับบัญชาให้ผู้ขอรับทุนทราบ กรณีที่มีการแก้ไขให้ผู้รับทุนดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยตามระยะเวลาที่กำหนด
        5. ผู้รับทุนส่งตำราฉบับแก้ไขเสนอต่อผู้บังคับบัญชาก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อตรวจสอบก่อนจัดทำตำราฉบับสมบูรณ


 การปิดเค้าโครงตำราและการเบิกเงินงวดสุดท้าย
   
(1) ผู้รับทุนส่งรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ จำนวน 10 ฉบับ (ปกหนังสีดำ ตัวหนังสือสีทอง) และจัดทำบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษตามรูปแบบบทคัดย่อลง Diskette เสนอต่อผู้บังคับบัญชาก่อนนำเสนอสำนักพัฒนาวิชาการ พร้อมทั้งรายงานสรุปการใช้เงินอุดหนุนการวิจัยจำแนกตามหมวดต่างๆ
    (2) สำนักพัฒนาวิชาการ จัดทำบันทึกขออนุมัติปิดโครงการและเบิกเงินงวดสุดท้ายต่ออธิการบดี โดยเสนอผ่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
    (3) อธิการบดีอนุมัติปิดโครงการและการเบิกเงินงวดสุดท้าย
    (4) กองคลังดำเนินการเบิกจ่ายเงินทุนอุดหนุนการวิจัยงวดสุดท้าย โดยเสนอผ่านรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร
    (5) กองคลังแจ้งสำนักพัฒนาวิชาการ เพื่อสำเนาเรื่องอนุมัติทุนอุดหนุนการวิจัยงวดสุดท้าย
    (6) สำนักพัฒนาวิชาการแจ้งให้ผู้รับทุนรับเงินทุนอุดหนุนการวิจัยงวดสุดท้ายที่กองคลัง
   
              
 
                    

  คำแนะนำในการเขียนตำรา

1.ลักษณะของตำรา
    
 ขนาดรูปเล่มประมาณ  8.5 X 11 นิ้ว (ขนาด A4)  ตัวอักษรขนาด 16 พอยต์
ปริมาณการพิมพ์ ประมาณ 28 บรรทัดต่อหนึ่งหน้ากระดาษพิมพ์  โดยเว้นที่ว่างริมขอบกระดาษด้านซ้าย 1.5 นิ้ว  ขอบด้านขวา เว้น 1 นิ้ว  ขอบด้านบนและขอบด้านล่าง เว้น 1 นิ้ว    การย่อหน้าให้เว้นระยะ 8 ช่วงตัวอักษร  โดยเริ่มพิมพ์ช่วงตัวอักษรที่ 9  และการขึ้นหัวข้อใหม่ให้เว้นระหว่างบรรทัดเพิ่มขึ้นอีก 1 บรรทัดพิมพ์เดี่ยว  แต่ถ้าหน้าใดมีการแสดงรูปภาพถ่าย  ตาราง  ฯลฯ  แม้ไม่เต็มหนึ่งหน้าก็อนุโลมให้นับเป็นหนึ่งหน้าได้  ความหนาของตำราอย่างน้อย 50 หน้ากระดาษพิมพ์

2. ส่วนประกอบต่าง ๆ ของตำรา
     2.1. คำนำ ควรกล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือแรงจูงใจในการเขียน  ขอบเขต  เนื้อหาวิชา  วิธีศึกษา ทฤษฎีที่นำมาใช้ ถ้าเป็นงานเรียบเรียงก็ควรจะบอกว่าเรียบเรียงจากตำราภาษาต่างประเทศเล่มใดเป็นหลักบ้าง และเป็นตำราประกอบการเรียนการสอนวิชาใด  กลุ่มบุคคลใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้ตำราเล่มนี้
      2.2 สารบัญ ควรแบ่งอย่างละเอียด  เป็นภาค หรือตอน และบทต่าง ๆ ของตำรา  (หากในแต่ละบทแบ่งออกเป็นบทย่อยก็อาจใส่หัวข้อย่อย ๆ เหล่านั้นไว้ด้วยได้)  เรียงลำดับตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีเลขหน้ากำกับบท  ตอน  และหัวข้อเหล่านั้น  ถ้าตำรามีตาราง  รูปภาพ หรือข้อมูลสำคัญ ๆ จำนวนมาก ก็อาจจะทำสารบัญตาราง  สารบัญภาพ  เป็นต้น   และตามด้วยภาคผนวก  บรรณานุกรมและดรรชนีชื่อเรื่อง (ถ้าบรรณานุกรมอยู่ต่อท้ายแต่ละบทก็ไม่ต้องใส่ไว้ในสารบัญ)
      2.3 สัญลักษณ์และคำย่อ ควรอธิบายสัญลักษณ์ และคำย่อที่ใช้ในตำรา ยกเว้นสัญลักษณ์และคำย่อที่รู้จักกันแพร่หลาย
      2.4 เนื้อเรื่อง ทุกบท หรือตอน   ควรเริ่มด้วยวัตถุประสงค์นำ  เพื่อเน้นความสำคัญและประโยชน์ของเนื้อเรื่องในบทหรือตอน  และอาจมีบทสรุปท้ายบทหรือคำถามท้ายบทด้วยก็ได้
                 2.5  เชิงอรรถ  ควรมีเชิงอรรถเมื่อต้องการอธิบายความเพิ่มเพื่อความกระจ่าง  เชิงอรรถต้องอยู่หน้าเดียวกับข้อความที่จะขยายความ   การเขียนเชิงอรรถให้ยึดหลักการเขียนตามสากลนิยม
      2.6 ภาคผนวก หากประสงค์จะเสนอรายละเอียดของเรื่องราวต่าง ๆ ในลักษณะเฉพาะเรื่อง ให้จัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่และเสนอไว้ในส่วนนี้
      2.7 เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม  ควรรวบรวมรายชื่อเอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรมที่ใช้ประกอบการเรียบเรียงไว้ตอนท้ายบทหรือท้ายเล่ม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องใด ข้อความตอนใดได้ค้นคว้ามาจากแหล่งใด  เพื่อให้ผู้สนใจที่จะศึกษาหารายละเอียดเพิ่มเติมค้นหาได้   การเขียนให้เป็นไปตามหลักสากลนิยม และให้เป็นระบบเดียวกันโดยตลอด
      
2.8  คำอภิธานศัพท์     การจัดทำอภิธานศัพท์เป็นสิ่งที่ดีสำหรับตำราที่มีศัพท์เฉพาะค่อนข้างมาก ทำให้ผู้อ่านสะดวกในการทำความเข้าใจไม่ต้องค้นหาความหมายของศัพท์ที่อื่น หากมีคำอธิบายศัพท์ต่าง ๆ ให้รวบรวมไว้ในส่วนนี้  คำศัพท์ที่ปรากฏอยู่จะต้องเรียงลำดับตามตัวอักษร
      2.9  ดรรชนีชื่อเรื่อง  พิมพ์เรียงลำดับตามตัวอักษร (ถ้าเป็นคำศัพท์ภาษาไทยให้ เรียงลำดับอักษรตามหลักของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)  คำที่เป็นหลักจะอยู่เยื้องออกมาจากคำอื่น ๆ ประมาณ 2 ตัวอักษร

3. การใช้ภาษา
      การใช้ภาษาในการแต่งตำรา ควรใช้ถ้อยคำภาษาที่ถูกต้อง สื่อความหมายชัดเจนและเข้าใจง่าย  การแปลหรือการทับศัพท์ ให้ใช้ศัพท์หรือคำตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและประกาศราชบัณฑิตยสถาน ไม่ควรใช้คำภาษาต่างประเทศในกรณีที่มีคำไทยใช้แพร่หลายอยู่แล้วและควรรักษาความสม่ำเสมอในการใช้ศัพท์ให้ตลอดทั้งเล่ม การเขียนชื่อเฉพาะหรือคำภาษาต่างประเทศที่ยังไม่มีบัญญัติหรือคำแปลจากภาษาเดิมของชื่อนั้น ให้กำกับไว้ในวงเล็บ
นอกจากนี้ผู้เขียนจะต้องระมัดระวังในการตัดคำบรรยายในตอนท้ายของแต่ละบรรทัด  เนื่องจากการตัดคำบางคำไม่ถูกต้องตามหลักของการเขียน

                                 TOP